ธุรกิจ K-Pop ในปัจจุบันกำลังเข้าสู่ช่วง “เปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง” จากอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยการเติบโตของศิลปินสู่ธุรกิจที่ต้องพิสูจน์ความสามารถในการสร้างกำไรอย่างยั่งยืน แม้รายได้ของหลายค่ายยังคงอยู่ในระดับสูง แต่กำไรสุทธิกลับผันผวนอย่างมีนัยสำคัญ จากการแข่งขันในอุตสาหกรรมที่กำลังเข้มข้นขึ้นอย่างชัดเจน
Business Plus จึงได้รวบรวมข้อมูลด้านการเงิน และจุดแข็งของผู้นำอุตสาหกรรมนี้มานำเสนอให้ทุกท่านได้เห็นถึงสถานะการล่าสุดของแต่ละบริษัทกัน

เริ่มจาก HYBE Corporation ผู้นำของอุตสาหกรรมที่มีศิลปินระดับโลกอย่าง BTS , SEVENTEEN และ cortis โดยผลประกอบการปี 2567 มีรายได้ 48,496 ล้านบาท เติบโต 2.99% ขาดทุน 73.75 ล้านบาท ลดลง 101.86% ซึ่งเป็นสัญญาณสำคัญว่าบริษัทกำลังอยู่ในช่วงที่ต้องแบกรับต้นทุนหรือการลงทุนจำนวนมาก แม้ยังคงมีฐานรายได้ที่แข็งแกร่งที่สุดในอุตสาหกรรมแต่กำลังเผชิญความท้าทายด้านการรักษาความสามารถในการทำกำไร
ต่อมา SM Entertainment ที่แม้รายได้จะอยู่ที่ 21,324 ล้านบาท เติบโต 3.16% กำไรสุทธิ 8.6 ล้านบาท ลดลง 99.65% สะท้อนให้เห็นถึงความไม่สอดคล้องกันระหว่างการเติบโตของรายได้และความสามารถในการทำกำไร ซึ่งเป็นสัญญาณของแรงกดดันด้านต้นทุน หรือการลงทุนในโครงสร้างธุรกิจและศิลปินใหม่ ตัวอย่างศิลปิน เช่น EXO, NCT และ aespa แต่ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าบริษัทกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านเช่นเดียวกัน
ขณะที่ JYP Entertainment แสดงให้เห็นถึงโครงสร้างธุรกิจที่มีเสถียรภาพมากกว่า โดยสะท้อนผ่านผลประกอบการในปี 2567 มีรายได้ 12,939 ล้านบาท เติบโต 5.74% และมีกำไรสุทธิ 2,101 ล้านบาท ลดลง 7.36% แม้กำไรจะปรับตัวลดลงเล็กน้อย แต่ยังคงอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับรายได้ สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการควบคุมต้นทุนและสร้างผลตอบแทนจากศิลปินหลักอย่าง Stray Kids, TWICE , ITZY และ 2PM ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โครงสร้างดังกล่าวทำให้ JYP อยู่ในตำแหน่งของบริษัทที่มี “ความสมดุลระหว่างการเติบโตและกำไร” มากที่สุดรายหนึ่งในอุตสาหกรรม
ในทางกลับกัน YG Entertainment กำลังเผชิญแรงกดดันที่ชัดเจน ในปี 2567 มีรายได้ 7,846 ล้านบาท ลดลง 36.18% และกำไรสุทธิ 430.65 ล้านบาท ลดลง 74.11% ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนการหดตัวทั้งในด้านรายได้และกำไร ซึ่งเป็นสัญญาณว่าบริษัทอยู่ในช่วงปรับโครงสร้างหรืออยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านไปสู่ศิลปินรุ่นใหม่อย่าง TREASURE, BABYMONSTER และ WINNER แม้ยังคงมีกำไร แต่ความสามารถในการสร้างรายได้ลดลง
ในขณะที่ Cube Entertainment กลายเป็นบริษัทที่มีการเติบโตโดดเด่นที่สุดในกลุ่ม โดยมีรายได้ 5,675 ล้านบาท เติบโต 53.43% และกำไรสุทธิ 416 ล้านบาท เติบโต 46.22% ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงการขยายตัวทั้งรายได้และกำไรอย่างพร้อมกัน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการบริหารศิลปินอย่า I-DLE ,NOWZ , MIYEON และ PENTAGON โดย Cube กำลังอยู่ในช่วงของ “การเติบโตเชิงคุณภาพ”
เมื่อพิจารณาภาพรวม จะเห็นได้ว่าธุรกิจ K-Pop ไม่ได้แข่งขันกันเพียงแค่การสร้างศิลปินหรือการเพิ่มรายได้ แต่กำลังแข่งขันกันในด้าน “ประสิทธิภาพการสร้างกำไร” มากขึ้น โดยบางบริษัทมีรายได้สูงแต่ขาดทุน ขณะที่บางบริษัทมีขนาดเล็กกว่าแต่สามารถสร้างกำไรได้อย่างมั่นคง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าอุตสาหกรรม K-Pop กำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ความแข็งแกร่งของโครงสร้างธุรกิจ มีความสำคัญไม่แพ้ความนิยมของศิลปินเอง
The Business Plus บิสิเนสพลัส
