ITD เปิดความท้าทายโครงสร้างแข่งขันการค้าโลกปี 69 เปิดหมากรับมือ – ลดความเสี่ยงเศรษฐกิจไทยด้วย 3 กลยุทธ์ ‘INSIGHT – IMPACT – INTEGRATION’ พร้อมรุกกระตุ้นภาคการค้าฝ่าสมรภูมิด้วยข้อมูล ความรู้ และเครือข่ายความร่วมมือระดับภูมิภาค

สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) หรือ ITD ประกาศทิศทางการดำเนินงานประจำปี 2569 อย่างยิ่งใหญ่ ภายใต้กลยุทธ์ “3I Insight – Impact – Integration” มุ่งเน้นการเป็นศูนย์กลางยุทธศาสตร์ด้านการค้าที่ผสานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ากับการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก เพื่อเตรียมความพร้อมให้กลุ่มผู้ประกอบการและ SMEs ไทยสามารถรับมือกับเมกะเทรนด์เศรษฐกิจโลกและการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค Digital & Green Transition ได้อย่างยั่งยืน โดยในปีนี้ ITD เพิ่มบทบาทสำคัญในการเป็น Action-based Incubation ที่เน้นการลงมือทำและสร้างผลสัมฤทธิ์จริงในภาคธุรกิจ พร้อมขานรับนโยบายเศรษฐกิจของกระทรวงพาณิชย์ในการฟื้นฟูและสร้างความยืดหยุ่นให้แก่เศรษฐกิจไทยในเวทีการค้าโลก

นายสุภกิจ เจริญกุล ผู้อำนวยการสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD) เปิดเผยว่า “โครงสร้างการค้าโลกในปี 2569 ยังคงมีความซับซ้อนสูงและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากระเบียบการค้าใหม่ ซึ่งปัจจัยท้าทายไม่ได้มีเพียงแค่การแข่งขันด้านราคแต่รวมถึงมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด เช่น ภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดน มาตรฐานความยั่งยืน และแนวโน้มเศรษฐกิจแบ่งขั้ว ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานโลก ในขณะที่กลุ่มผู้ประกอบการ และSMEs ไทย ซึ่งถือเป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจและมีสัดส่วนถึง 35% ของ GDP ยังคงเผชิญกับอุปสรรคสำคัญทั้งในด้านการเข้าถึงเทคโนโลยีต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และการขาดแคลนข้อมูลเชิงลึกในการวางแผนกลยุทธ์ด้วยเหตุนี้ ITD จึงได้วางโรดแมปเชิงรุกผ่านกลยุทธ์ 3I เพื่อดึงจุดแข็งของสถาบันมาต่อยอดให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อภาคเศรษฐกิจไทย ประกอบไปด้วย

  • INSIGHT สถาบันจะยกระดับการจัดการความรู้สู่การเป็น Intelligence Hub เดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรและผู้มีส่วนได้เสียด้วยข้อมูลและการวิเคราะห์เชิงลึก ผ่านการพัฒนาฐานข้อมูลการค้าระดับภูมิภาคที่รวบรวมข้อมูลเศรษฐกิจและการค้าไว้อย่างเป็นระบบ โดยใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยในการประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เพื่อให้ได้มาซึ่งอินไซต์ที่แม่นยำ ทันต่อเหตุการณ์ และสามารถพยากรณ์แนวโน้มการค้าในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • IMPACT มุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงประจักษ์ในภาคธุรกิจ โดยปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินงานจากการจัดอบรม สู่การเป็น Action-based Incubation หรือการบ่มเพาะเชิงปฏิบัติการที่เข้มข้น ผ่านหลักสูตรการเรียนรู้ที่เน้นผลลัพธ์ การแนะนำและการให้คำปรึกษาเชิงกลยุทธ์แบบใกล้ชิด เพื่อให้ผู้ประกอบการได้รับความรู้และแผนธุรกิจที่สามารถนำไปใช้ได้จริง ตลอดจนเชื่อมโยงกับคู่ค้าในเวทีโลก เพื่อส่งเสริมความสามารถและยกระดับมาตรฐานสินค้าให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล
  • INTEGRATION การสร้างความร่วมมืออย่างเป็นเอกภาพระหว่างภาคนโยบาย ภาคเอกชน และสถาบันวิชาการทั้งในและต่างประเทศ ITD จะทำหน้าที่เป็นเวทีกลางทางความคิด ในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ ขณะเดียวกันจะทำงานร่วมกับภาครัฐและเอกชนในประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดการบูรณาการนโยบายเศรษฐกิจเชิงรุกที่สอดรับกับบริบทของโลกยุคใหม่ เพื่อเป็นแนวทางให้กับผู้ประกอบการไทยในห่วงโซ่อุปทานใหม่

“ภายใต้ยุทธศาสตร์ 3I ผลลัพธ์สำคัญที่จะเกิดขึ้นคือการยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันได้จริงในโครงสร้างการค้าโลกใหม่ ผู้ประกอบการจะสามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกและใช้ข้อมูลเป็นฐานในการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดหรือโมเดลธุรกิจเดิม ขณะเดียวกันการดำเนินงานของรัฐจะขยับจากการสนับสนุนเชิงกิจกรรม ไปสู่การสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่วัดผลได้จริง ทั้งในด้านการเพิ่มศักยภาพ SMEs การยกระดับมาตรฐานสินค้าและบริการให้สอดคล้องกับกติกาการค้าโลกใหม่ และการเชื่อมโยงนโยบาย การเงิน ความรู้ และตลาดให้ทำงานเป็นระบบเดียวกัน ซึ่งจะช่วยลดความเปราะบางของเศรษฐกิจไทย และวางรากฐานให้ประเทศไทยก้าวสู่บทบาทศูนย์กลางยุทธศาสตร์ด้านการค้าในระดับภูมิภาคได้อย่างเป็นรูปธรรม”

ด้าน นายภานุมาส เทพทอง รองผู้อำนวยการ (บริหาร) สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา กล่าวว่า ตลอดปี 2568 ที่ผ่านมา ITD ดำเนินงานด้านกิจกรรมพื่อมอบความรู้ ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพบุคลากรในประเทศ อาทิ ITD Exponential Trade Fair, SHE Commerce, Southeast Asia Trade and Development Forum 2025, ITD Research Forum 2025 และโครงการเพื่อผู้ประกอบการและ SMEs ไทยอย่าง ITD Expert Anywhere ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่พัฒนาขึ้นเพื่อเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญในการแก้ไขปัญหาด้านต่าง ๆ ให้กับธุรกิจ SME และมีผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษากับธุรกิจ โดยปัจจุบันโครงการดำเนินงานเข้าสู่ปีที่ 4 ซึ่งมีผู้เข้ามาใช้บริการเยี่ยมชมเว็บไซต์และแพลตฟอร์มในส่วนต่าง ๆ มากกว่า 390,000 ครั้ง  โดยในปี 2567 มีผู้ใช้งาน 60,342 ราย ในปี 2568 มีผู้ใช้งาน เพิ่มขึ้น 17,471 ราย รวมทั้งสิ้น 77,813 ราย โดยปี 2569 ตั้งเป้ามีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้น 8,000 ราย ตลอดจนมีกิจกรรมโร้ดโชว์ในพื้นที่ต่างจังหวัดเพื่อเข้าถึงและมอบความรู้แก่กลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยในแต่ละพื้นที่อีกด้วย และสำหรับในปี พ.ศ.2569 ITD ยังคงเดินหน้าพัฒนาให้แพลตฟอร์ม ITD Expert Anywhere เพื่อรองรับการให้บริการของธุรกิจ SME อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น โดยการประสานงานและเชื่อมโยงหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนในด้านต่าง ๆ เข้าร่วมในแพลตฟอร์มและให้บริการกับผู้ใช้งาน เช่น ธนาคารรัฐหรือสถาบันการเงิน  เพื่อให้บริการด้านสินเชื่อหรือเป็นแหล่งการเข้าถึงเงินทุน รวมถึงการเพิ่มผู้เชี่ยวชาญเข้ามาเป็นผู้ให้คำปรึกษา พร้อมทั้งยกระดับการบริหารจัดการองค์กรให้มีความคล่องตัวและทันสมัยยิ่งขึ้น เพื่อสนับสนุนภารกิจ Action-based Incubation อย่างเต็มรูปแบบ

“กิจกรรมและแพลตฟอร์มที่ ITD ดำเนินการตลอดช่วงที่ผ่านมา ไม่ได้มุ่งเพียงการถ่ายทอดความรู้เชิงทฤษฎี แต่ช่วยให้ผู้ประกอบการ SMEs สามารถนำข้อมูลและคำปรึกษาไปใช้ประกอบการตัดสินใจทางธุรกิจในประเด็นสำคัญ อาทิ การเลือกตลาดเป้าหมาย การปรับกลยุทธ์รับมือกติกาการค้าใหม่ และการวางแผนขยายธุรกิจอย่างเหมาะสมกับบริบทของตนเอง ขณะเดียวกันแพลตฟอร์ม ITD Expert Anywhere ยังช่วยลดต้นทุนด้านเวลาและการเข้าถึงข้อมูลของผู้ประกอบการ โดยทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมโยงองค์ความรู้ ผู้เชี่ยวชาญ และหน่วยงานภาครัฐไว้ในที่เดียว ช่วยให้ SMEs สามารถเข้าถึงคำปรึกษา แหล่งข้อมูล และแนวทางสนับสนุนที่จำเป็นได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ตัวเลขผู้เข้าชมมากกว่า 3 แสนราย ยังสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของผู้ประกอบการ SMEs ไทยในการเข้าถึงข้อมูล ความรู้ และคำปรึกษาที่เชื่อมโยงกับบริบทการค้าโลกจริง ขณะที่เป้าหมายการมีผู้ดาวน์โหลดแพลตฟอร์มไม่ได้เป็นเพียงตัวชี้วัดเชิงปริมาณ แต่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการสร้างฐานผู้ประกอบการที่สามารถใช้ข้อมูลและองค์ความรู้เป็นเครื่องมือในการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ ซึ่งจะช่วยยกระดับ SMEs จากการพึ่งพาการสนับสนุนระยะสั้น ไปสู่การเป็นกำลังหลักที่มีศักยภาพในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะยาว”

ในส่วนของงานวิจัย นายวิมล ปั้นคง รองผู้อำนวยการ (วิชาการ) บทเรียนจากการศึกษาของสถาบันฯ ตลอดปี 2568 พบว่าการค้าโลกกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคที่ผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัว โดยสิ่งสำคัญที่ควรจับตามองคือ การย้ายฐานการผลิตและการปรับเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งเกิดจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้การค้าโลกกำลังกระจายตัวไปสู่กลุ่มประเทศที่กำลังเติบโตใหม่ โดยเฉพาะในภูมิภาค Global South ซึ่งจะเป็นทั้งฐานการผลิตใหม่และตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ที่มีกำลังซื้อเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และสำหรับในปี 2569 เทรนด์สำคัญอย่าง Sustainability และ Green Trade จะกลายเป็นกติกาสากลที่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปฏิบัติตามเพื่อลดปัญหาด้านต้นทุนภาษีที่สูงขึ้นและลดการสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะกฎระเบียบจากสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา เช่น ภาษีคาร์บอน (CBAM) และมาตรการตรวจสอบย้อนกลับในห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนเทรนด์ Digital Transformation และ AI ที่จะเป็นตัวเปลี่ยนเกมสำคัญในห่วงโซ่คุณค่าโลก ผู้ประกอบการและ SMEs ไทยต้องก้าวข้ามการผลิตแบบเน้นปริมาณ (Mass Production) ไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยเทคโนโลยีในการเข้าถึงตลาดทั่วโลกโดยตรง โดยเฉพาะการใช้ AI ในการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปสู่ความต้องการเฉพาะบุคคลมากขึ้น ITD จึงได้เตรียมข้อมูลวิจัยเพื่อสนับสนุนให้ SMEs เข้าใจถึงวิธีการเข้าสู่ตลาดใหม่ๆ การใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด และการกระจายความเสี่ยงโดยไม่พึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป

“สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา ภายใต้สังกัดกระทรวงพาณิชย์ พร้อมเดินหน้าและขับเคลื่อนความร่วมมือระดับภูมิภาคและการพัฒนาเศรษฐกิจไทยให้ก้าวไกลสู่ระดับสากล โดยดำเนินตามพันธกิจในการเป็นศูนย์กลางข้อมูลความรู้ด้านการค้าและการพัฒนา พร้อมดำเนินงานภายใต้ยุทธศาสตร์ 3I เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยพร้อมรับมือกับกฎระเบียบโลกการค้ายุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพื่อให้เศรษฐกิจไทยจะสามารถเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนและสร้างผลประโยชน์ที่ทั่วถึงให้กับทุกภาคส่วน” นายสุภกิจ กล่าวสรุป