เมื่อเราดูราคาทองคำแท่งในไทยจากข้อมูลของสมาคมค้าทองคำ ระหว่างวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 และวันที่ 29 มกราคม จะพบว่า ราคาได้ร่วงมาอย่างหนัก
- วันที่ 6 กุมภาพันธ์ ราคาซื้อทองคำแท่ง 5% 72,300 บาท/แท่ง ราคาขาย 72,500 บาท/แท่ง
- วันที่ 29 มกราคม ราคาซื้อทองคำแท่ง 5% 81,300 บาท/แท่ง ราคาขาย 81,400 บาท/แท่ง
สอดคล้องกับราคาซื้อแท่งเงิน 1 กิโลกรัม โดยราคารับซื้อที่ 84,650 บาท/แท่ง และราคาขายออก 87,550 บาท/แท่ง เมื่อวานนี้ ในขณะที่ราคารับซื้ออยู่ที่ 118,750 บาท/แท่ง และราคาขายออก 121,650 บาท/แท่ง
ทั้งราคาทองและเงินร่วงลงอย่างแรงหลังจากที่ราคาเคยพุ่งขึ้นมาเป็นเวลานานแบบนี้เป็นเพราะอะไร ?
อย่างแรกต้องย้อนกลับไปดูสาเหตุที่ทำให้ราคาทั้งสองโลหะนี้เคยสูงมาก่อน ทั้งนี้ ทองและเงินถือว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่นักลงทุนจะเข้าซื้อในช่วงที่มีความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมือง โดยหลังจากที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ขึ้นรับตำแหน่งและประกาศมาตรการเก็บภาษีนำเข้าครั้งใหม่ อีกทั้งยังมีความเคลื่อนไหวอื่น ๆ ที่สั่นคลอนเศรษฐกิจโลก เช่น การกดดันธนาคารกลางสหรัฐฯ และคำขู่เข้ายึดประเทศกรีนแลนด์
ปัจจัยข้างต้นนี้เองก็ส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจขึ้น จนนักลงทุนเริ่มหันมาสนใจทองและเงินมากขึ้น และนอกจากนี้ นโยบายของทรัมป์ยังทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง ซึ่งการอ่อนค่าของค่าเงินดอลลาร์จะทำให้ทองและเงิน ที่ตั้งราคาซื้อขายเป็นดอลลาร์สหรัฐเป็นหลัก มีราคาถูกลงสำหรับผู้ซื้อในสกุลเงินอื่น ทำให้เกิดแรงซื้อเพิ่มเติมด้วย
อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ประมาณช่วงสิ้นสัปดาห์ก่อน ราคาของทองและเงินกลับพลิกตัวร่วงลงอย่างแรงจนถึงวันนี้ โดยนักวิเคราะห์คาดว่ามาจากข่าวที่ เควิน วอร์ช กำลังจะขึ้นมาเป็นประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ คนต่อไป
โดยนักลงทุนคาดการณ์ว่า วอร์ชค่อนข้างเข้มงวดกับการควบคุมอัตราเงินเฟ้อ จึงจะไม่เร่งลดอัตราดอกเบี้ยอย่างที่ทรัมป์คาดหวังไว้ ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ส่งผลกระทบต่อราคาทองและเงินของโลก เพราะอย่าลืมว่า ทั้งสองอย่างนี้ตั้งราคาซื้อขายเป็นดอลลาร์สหรัฐเป็นหลัก
นอกจากนี้เอง ยังมีข่าวว่า ทรัมป์จะเจรจาข้อตกลงด้านนิวเคลียร์กับอิหร่าน หลังจากที่มีความตึงเครียดทางการทหาร ส่งผลให้ความตึงเครียดทางการเมืองหรือเศรษฐกิจคลี่คลายลงบางส่วน นักลงทุนบางส่วนจึงกลับไปลงทุนในสินทรัพย์อื่นมากขึ้น ทำให้แรงซื้อทองและเงินลดลง
นักวิเคราะห์ยังระบุว่าอีกสาเหตุคือ หลังจากที่ราคาทั้งสองโลหะพุ่งขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ก็เริ่มมีการขายออกในปริมาณมากจนดันให้ราคาลดลง เกิดการปรับฐานของราคา
ทีนี้มาถึงคำถามว่า แล้วราคาทองกับเงินจะเป็นอย่างไรต่อไป ?
นักวิเคราะห์บางคนมองว่า ราคาทองและเงินอาจยังมีแนวโน้มขาขึ้นต่อในระยะยาว เนื่องจากแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยและการอ่อนค่าของดอลลาร์ยังเป็นปัจจัยหนุน แต่การฟื้นตัวก็อาจไม่รวดเร็วเหมือนช่วงที่ราคาเคยพุ่งแรงก่อนหน้านี้
สรุปแล้ว ที่ผ่านมา ราคาทองและเงินขึ้นจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและการเมือง แต่เมื่อท่าทีของสหรัฐฯ เปลี่ยนไป นักลงทุนก็ตอบสนองต่อข่าวและหันมาขายออกทำกำไร ซึ่งในอนาคตนั้น ราคาของโลหะทั้งสองนี้ก็จะเปลี่ยนแปลงได้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์เศรษฐกิจและการตัดสินใจของธนาคารกลาง
ที่มา: Deutsche Welle, Al Jazeera, BBC, สมาคมค้าทองคำ, Bowins Group
The Business Plus บิสิเนสพลัส

