“ETDA ผนึก TMA” เปิดเวที “Beyond the Ranking” ปลดล็อกศักยภาพ วางยุทธศาสตร์ดิจิทัลไทยสู่ TOP ของโลก

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ร่วมกับ สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) จัดงาน “BEYOND THE RANKING – Strategic Imperatives For Thailand’s Digital Future” เวทีแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงยุทธศาสตร์เพื่อขับเคลื่อนอนาคตดิจิทัลของประเทศไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัล และกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศให้สามารถก้าวข้ามข้อจำกัดของการจัดอันดับ สู่การยกระดับศักยภาพในระดับสากลการจัดงานในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Driving a Nation Towards World Digital Competitivenessซึ่งมุ่งสื่อสารและสนับสนุนการยกระดับความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของประเทศไทย สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในทุกภาคส่วน ทั้งภาคการผลิต อุตสาหกรรม และผู้ประกอบการ SMEs เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ลดต้นทุน และยกระดับประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ โดยมีเป้าหมายผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลให้มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และยกระดับอันดับความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของประเทศในเวทีโลก


หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงานคือการบรรยายพิเศษจาก ศาสตราจารย์อาร์ทูโร บริส (Prof. Arturo Bris) ผู้อำนวยการ IMD World Competitiveness Center ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งได้อธิบายว่า IMD ทำการจัดอันดับ World Digital Competitiveness Rankings เพื่อสะท้อนความสามารถและความพร้อมของประเทศต่างๆ ในการขับเคลื่อนกระบวนการ Digital Transformation ผ่านตัวชี้วัด 3 ด้าน ได้แก่ องค์ความรู้ (Knowledge), เทคโนโลยี (Technology) และ ความพร้อมสำหรับอนาคต (Future Readiness) โดยในปี 2568 ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 38 จากทั้งหมด 68 ประเทศ

ศาสตราจารย์อาร์ทูโร ระบุว่า Future Readiness เป็นตัวชี้วัดที่สำคัญและพัฒนาได้ยากที่สุด เนื่องจากสะท้อนความพร้อมของภาคธุรกิจในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี โดยภาคธุรกิจไทยกำลังเผชิญความท้าทายหลัก ได้แก่ ความสามารถในการปรับตัวที่ลดลง และมุมมองของผู้บริหารระดับสูงที่เห็นว่าองค์กรปรับตัว และคว้าโอกาสทางดิจิทัลได้ช้าลง ซึ่งการยกระดับความสามารถดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กร การลงทุนด้านดิจิทัล และการให้ความสำคัญกับนวัตกรรมในระดับผู้นำในด้านนวัตกรรม สามารถแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่ นวัตกรรมเชิงพัฒนา (Evolutionary Innovation) ซึ่งเป็นการยกระดับผลิตภัณฑ์หรือบริการเดิม นวัตกรรมเชิงปฏิวัติ (Revolutionary Innovation) ซึ่งเป็นการสร้างผลิตภัณฑ์หรือเทคโนโลยีรูปแบบใหม่ และ นวัตกรรมพลิกเกม (Disruptive Innovation) ซึ่งมักเกิดจากผู้เล่นรายใหม่มาพร้อมโมเดลธุรกิจใหม่ และเป็นนวัตกรรมที่ผู้เล่นรายเดิมในตลาดตอบโต้ได้ยาก ทั้งนี้ กว่าร้อยละ 90 ของนวัตกรรมเชิงปฏิวัติมีจุดเริ่มต้นจากเทคโนโลยีใหม่ที่สามารถพัฒนาไปสู่การพลิกโฉมอุตสาหกรรมในระยะยาว

ทั้งนี้ การรับมือกับ Digital Disruption จำเป็นต้องอาศัยความยืดหยุ่นสูง เนื่องจากองค์กรจำนวนมากมักเริ่มปรับตัวเมื่อสูญเสียความได้เปรียบทางการแข่งขันแล้ว และมักเลือกแนวทางที่ไม่ยั่งยืน ส่งผลให้ไม่สามารถแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ แนวทางที่เหมาะสมคือการสร้างองค์กรที่สามารถรักษาธุรกิจเดิมควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างที่ยืดหยุ่นเพื่อแสวงหาโอกาสใหม่และสร้างนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง จนสามารถปรับตัวและเปลี่ยนแปลงตนเองได้ก่อนคู่แข่งสำหรับการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของประเทศไทย จำเป็นต้องอาศัยผู้นำที่มีความยืดหยุ่น สามารถตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูล มียุทธศาสตร์ที่พร้อมปรับเปลี่ยน และออกแบบองค์กรให้รองรับความไม่แน่นอน ขณะที่ภาคธุรกิจควรเสริมสร้างความพร้อมต่ออนาคตผ่านการตื่นตัวต่อการเปลี่ยนแปลงรอบด้าน การตัดสินใจอย่างรวดเร็วจากข้อมูล และการนำการตัดสินใจไปสู่การปฏิบัติอย่างทันท่วงที” ศาสตราจารย์อาร์ทูโร กล่าว

ภายในงาน องค์กรเอกชนชั้นนำจากหลากหลายอุตสาหกรรมยังได้ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์การนำเทคโนโลยี และข้อมูลมาใช้เพื่อเสริมศักยภาพองค์กร โดย นายโสภณ แกะทอง ผู้จัดการฝ่ายวางแผนการสื่อสารการตลาดกลุ่มธุรกิจความงามและสุขภาพ บริษัท ยูนิลิเวอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า “ยูนิลีเวอร์ได้เดินหน้าปรับองค์กรสู่การเป็น “องค์กรแห่งปัญญา” ด้วยการนำข้อมูลมาใช้ตลอดทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การตลาด ไปจนถึงซัพพลายเชน เพื่อยกระดับประสบการณ์ของผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง พร้อมขยับจากการใช้ Generative AI ไปสู่ Agentic AI ที่ทำงานเชิงอัตโนมัติ ช่วยลดภาระงานด้านเอกสาร เปิดโอกาสให้พนักงานมุ่งสู่บทบาทเชิงกลยุทธ์และความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น ควบคู่กับการออกแบบการใช้ AI ให้สอดคล้องกับเป้าหมายด้านพลังงานและความยั่งยืน นอกจากนี้ บริษัทยังใช้ AI เพื่อเร่งกระบวนการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ลดต้นทุนการทดลอง และต่อยอดการตลาดผ่านคอนเทนต์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคในแต่ละประเทศ โดยยังคงยึดหลักการใช้มนุษย์จริงเป็นศูนย์กลางและรักษาคุณค่าหลักของแบรนด์”


ด้าน นายสมภพ สันติวัฒนกุล First Vice President Corporate Strategy & Innovation Division ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) กล่าวว่า “คนและข้อมูล คือรากฐานสำคัญของ Digital Transformation และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ แม้องค์กรไทยจะตื่นตัวด้านเทคโนโลยีมากขึ้น แต่ยังเผชิญปัญหาการขาดแคลนบุคลากรดิจิทัลและทักษะที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการตลาด ธนาคารจึงพัฒนาแพลตฟอร์ม Skill Kamp เพื่อเชื่อมโยงการเรียนรู้ การประเมินทักษะ และตลาดแรงงาน ช่วยให้บุคลากรสามารถ Upskill และ Reskill ได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมเน้นการใช้ AI ในเชิงธุรกิจที่เข้าใจโจทย์งาน โดเมน และการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการให้ความสำคัญด้านความปลอดภัยไซเบอร์ซึ่งเป็นความเสี่ยงสำคัญในยุคดิจิทัล”

ขณะที่ นายกวีศิลป์ ศิริมณีธรรม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จีพี โมบิลิตี้ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในฐานะผู้ประกอบการ SME ธุรกิจอะไหล่ยนต์ องค์กรใช้ข้อมูลเป็นหัวใจหลักของการดำเนินงาน โดยเริ่มจากการพัฒนาระบบ ERP เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลทุกแผนก ลูกค้า สินค้า และซัพพลายเชน ก่อนต่อยอดสู่การใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และยกระดับประสบการณ์ลูกค้า องค์กรให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านที่เริ่มจาก “คนและวัฒนธรรม” มากกว่าเทคโนโลยี โดยเปิดโอกาสให้พนักงานทดลองใช้ AI ในงานจริง จนนำไปสู่การพัฒนา JOT AI Assistant ผู้ช่วย AI ที่เชื่อมต่อข้อมูลแบบเรียลไทม์ ช่วยตอบคำถาม ตรวจสอบสต็อก และแนะนำอะไหล่ทดแทนตลอด 24 ชั่วโมง สะท้อนว่า SME สามารถใช้ AI สร้างผลกระทบเชิงธุรกิจได้สูง หากเริ่มต้นจากปัญหาที่ชัดเจนและการมีส่วนร่วมของพนักงาน
การจัดงาน “BEYOND THE RANKING – Strategic Imperatives For Thailand’s Digital Future” ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นเศรษฐกิจดิจิทัลที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับสากล ผ่านการยกระดับศักยภาพด้านดิจิทัลอย่างเป็นระบบ ทั้งในมิติของคน เทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และการกำกับดูแลที่เอื้อต่อการใช้นวัตกรรมอย่างมีความรับผิดชอบ ทั้งนี้ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดย ETDA ร่วมกับ TMA จะนำองค์ความรู้และข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์จากเวทีดังกล่าวไปต่อยอดสู่การกำหนดนโยบายและแนวทางการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม เพื่อเสริมสร้างความพร้อมของประเทศในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และผลักดันประเทศไทยให้ก้าวสู่ความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลในระยะยาวอย่างมั่นคงและยั่งยืน

 

#ETDA #กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #TMA #BeyondTheRanking