Home / Strategic Move / Global Business / ESRI ส่งโซลูชันแผนที่อัจฉริยะสร้างความได้เปรียบให้ธุรกิจแฟรนไชส์

ESRI ส่งโซลูชันแผนที่อัจฉริยะสร้างความได้เปรียบให้ธุรกิจแฟรนไชส์

อีเอสอาร์ไอส่งโซลูชันใหม่ เน้น Location Analytics เจาะกลุ่ม Retails & Franchising มั่นใจการใช้ข้อมูลตำแหน่งแผนที่จะช่วยสร้างความได้เปรียบให้ธุรกิจของบริษัทค้าปลีกและแฟรนไชส์ประสบความสำเร็จ มั่นใจ Solutions ใหม่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานรับมือกับการแข่งขันธุรกิจยุคดิจิทัล ตั้งเป้าการเติบโต 15% และเปลี่ยนจากสัดส่วนลูกค้าภาครัฐและเอกชนจาก 90 % และ 10% มาเป็น 70 % และ 30%

ธนพร ฐิติสวัสดิ์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท อีเอสอาร์ไอ (ประเทศไทย) จำกัด (ESRI) ผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ กล่าวว่า การเกิดตลาดใหม่หรือเครือข่ายใหม่ที่เรียกกันว่า Disruptive Trends ซึ่งส่งผลกระทบมาแล้วทั่วโลก ทำให้บริษัทที่ขายสินค้าและบริการแบบเดิมดำเนินธุรกิจที่เป็นอยู่ด้วยความยากลำบาก จนต้องหาเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาช่วยรับมือ เพื่อรักษายอดขายสินค้าและบริการดั้งเดิมที่เคยครองตลาดอยู่ก่อน

อีเอสอาร์ไอเห็นว่าเทคโนโลยีอย่าง GIS Technology หรือแผนที่อัจฉริยะจะเป็นอีกส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้ธุรกิจต่างๆ โดยเฉพาะภาคค้าปลีกและแฟรนไชส์ ที่มีสาขาเป็นจำนวนมาก สามารถนำข้อมูลโลเคชันและข้อมูลพื้นที่ มาเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ใช้สำหรับการวิเคราะห์เพิ่มศักยภาพการดำเนินธุรกิจ ผ่านการทำ location analytics ซึ่งโซลูชันด้าน GIS สามารถใช้ตอบโจทย์ธุรกิจในการกำหนดจุดตั้งสาขา การวางแผนการขาย การวางแผนตรวจเยี่ยมลูกค้า ทำให้ลูกค้าให้กลุ่มรีเทลให้ความสนใจกันมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“Solutions Location Analytics จึงเป็นบริการที่สำคัญที่พร้อมจะนำเสนอกับกับลูกค้าในกลุ่มนี้ โดยจะให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์ทำเลที่ตั้ง (Location Analytic) แบ่งการทำงานออกได้เป็น 3 กลุ่มคือ 1.การวิเคราะห์สาขาที่ตั้ง 2.ระบบการจัดการการกระจายสินค้า และ 3.ระบบการจัดการและติดตามพนักงานขาย เพื่อให้ลูกค้าใช้เป็นกลยุทธ์สำคัญทางธุรกิจในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ”

ธนพร กล่าวว่า ในช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมา อีเอสอาร์ไอได้ปรับนโยบายหันมารุกตลาดเอกชนหรือ Private Sector มากขึ้น โดยปัจจุบันได้วางเป้าหมายเปลี่ยนจากสัดส่วนลูกค้าภาครัฐและเอกชน 90% และ 10% มาเป็น 70% และ 30% เนื่องจากมองเห็นแนวโน้มการตอบรับจากลูกค้าดีเกินคาดหมาย จากในปี 2016 ที่ผลการเติบโต 13% เป็นผลมาจากการวางแผนและกลยุทธ์ในการรุกตลาดกลุ่ม private sector โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารพาณิชย์

ส่วนในปี 2017 นี้คาดว่าจะเติบโต 15% ด้วยการวางกลยุทธ์ที่จะเน้นบุกตลาด 3 ส่วนหลัก ได้แก่ 1. Healthcare 2. SLG (Smart Local Government) และ 3. Private Sector โดย 2 โซลูชันแรกเป็นการตอบสนองภาครัฐ ในขณะที่โซลูชันที่ 3 ออกแบบมาสำหรับภาคเอกชน เน้นภาคธุรกิจค้าปลีกและแฟรนไชส์เป็นหลัก โดยได้ตั้งเป้าหมายการขยายพาร์ตเนอร์ไว้ที่ 3-5 รายเพื่อเจาะตลาดเอกชน

ทั้งนี้สำหรับโซลูชันวิเคราะห์ทำเลที่ตั้ง (Location Analytic) นั้นจะแบ่งการทำงานออกได้เป็น 3 กลุ่มอย่างชัดเจน คือ 1.การวิเคราะห์สาขาที่ตั้ง (Branch Analysis) เพื่อมองหาทำเลที่ตั้งที่ดีที่สุดในการเปิดสาขาซึ่งถือว่าเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของธุรกิจ โดยวิเคราะห์จากข้อมูลของผู้บริโภคและคู่แข่ง เช่น ที่ตั้งสาขา หรือ พื้นที่การขาย รวมทั้งประเมินตำแหน่งที่ตั้งของสาขาที่ควรปิดเพื่อลดต้นทุน

2.ระบบการจัดการการกระจายสินค้า (Distribution Management) เพื่อเลือกตำแหน่งที่ตั้งจุดกระจายสินค้า เส้นทางการขนส่ง พร้อมทั้งระบบติดตามรถขนส่งสินค้า ช่วยในการจัดการด้านเวลาและเส้นทางการกระจายสินค้าให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

3.ระบบการจัดการและติดตามพนักงานขาย (Manage & Monitor Sales) เพื่อแบ่งพื้นที่การขายของพนักงานขาย ดูข้อมูลการขาย และรายงานผลการขายแบบ Real-time จากสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต ทำให้แก้ปัญหาในพื้นที่มีความรวดเร็วยิ่งขึ้น สามารถประเมินผลพนักงานขายและปรับแผนกลยุทธ์จากการวิเคราะห์บน Dashboard