The Success Story of The Month By ‘Business Plus’ ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2569 จะพาผู้อ่านมาพบกับบทสัมภาษณ์สุดพิเศษจากคุณสุธี พนาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Easy Money Group เจาะลึกถึงแนวคิดการปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ใหม่ทั้งหมดแบบที่ไม่เคยมีใครกล้าทำ ซึ่งไม่เพียงทำให้องค์กรเติบโตจนมีจำนวนสาขามากที่สุดในประเทศไทย แต่ยังสามารถยกระดับตัวเองสู่การเป็น สถาบันการเงินทางเลือก ที่มีมูลค่าหลายแสนล้านบาท

ในโลกของการเงิน “สภาพคล่อง” คือเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงทั้งชีวิตส่วนบุคคลและการทำธุรกิจ แต่ในความเป็นจริง ไม่ใช่ทุกคนจะสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ต้องการ “เงินด่วน เงินเร็ว และได้เงินแน่นอน”
ด้วยเหตุนี้ ธุรกิจโรงรับจำนำจึงถือกำเนิดขึ้นเพื่อทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการเติมสภาพคล่องให้กับผู้ที่มีทรัพย์สิน แต่ในอีกด้านหนึ่ง แต่กลับต้องเผชิญกับภาพจำเชิงลบมาอย่างยาวนาน ทั้งความมืดทึม ความไม่โปร่งใส และความรู้สึกไม่ปลอดภัยในการเข้าใช้บริการ ส่งผลให้โรงรับจำนำถูกมองว่าเป็น “ทางเลือกสุดท้าย” มากกว่าจะเป็นเครื่องมือทางการเงินที่สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Easy Money Group เลือกจะ “ปฏิรูปทั้งระบบ” ตั้งแต่โครงสร้าง วิธีคิด ไปจนถึงประสบการณ์ของผู้ใช้บริการ ซึ่งแนวคิดการปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ใหม่ทั้งหมดแบบที่ไม่เคยมีใครกล้าทำ ไม่เพียงแต่ทำให้องค์กรเติบโตจนมีจำนวนสาขามากที่สุดในประเทศไทย แต่ยังสามารถยกระดับตัวเองสู่การเป็น สถาบันการเงินทางเลือก (Alternative Financial Institution) ที่ขับเคลื่อนด้วยแนวคิด Asset-Backed Financing และในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า Easy Money Group จะกลายเป็นโรงรับจำนำหนึ่งเดียวในตลาดหุ้นไทย
แน่นอนว่า การวางรากฐาน Easy Money Group มีความน่าสนใจในหลายมิติ เราจึงอยากเชิญทุกท่านมาร่วมเจาะลึกวิธีคิดและการปฏิวัติองค์กรให้เติบโตท่ามกลางมูลค่าหลายแสนล้านบาท กับสุธี พนาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Easy Money Group

From Pain to Profit to The Genesis of a Disruptive Idea
เพื่อเข้าใจว่า ทำไม Easy Money ถึงเติบโตได้รวดเร็วขนาดนี้ เราต้องเข้าใจตลาดโรงรับจำนำของไทยก่อน ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่กลับถูกมองข้ามโดยนักลงทุนและนักวิเคราะห์มาโดยตลอด ทั้งที่ตลาดโรงรับจำนำของไทยมีมูลค่ารวมประมาณ 200,000-250,000 ล้านบาท และสามารถแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ โรงรับจำนำของรัฐบาล ครองส่วนแบ่งตลาดประมาณ 60-65% และโรงรับจำนำเอกชนอีก 35-40% ในกลุ่มเอกชน Easy Money Group ครองส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 25% ทิ้งห่างคู่แข่งรายใหญ่อันดับ 2 ไปกว่าเท่าตัว
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้ยังไม่ได้สะท้อนศักยภาพที่แท้จริงของตลาด เพราะยังมีกลุ่มผู้บริโภคจำนวนมหาศาลที่ไม่เคยใช้บริการโรงรับจำนำ แม้ว่าพวกเขาจะมีความต้องการสภาพคล่องและมีทรัพย์สินที่สามารถนำมาจำนำได้ ดังนั้น การที่ Easy Money ออกแบบโครงสร้างองค์กร 4 Business Unit เพื่อสร้างระบบนิเวศแบบสมบูรณ์ให้มีหน้าที่เชื่อมโยงกัน ซึ่งประกอบด้วย
- บริษัท ตั้งธนสิน จำกัด เป็นแกนหลักของธุรกิจโรงรับจำนำ ด้วยเครือข่าย 98 สาขาทั่วประเทศ ครอบคลุมทุกจังหวัด ทุกอำเภอสำคัญ และหลายตำบลที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจ การมีสาขาจำนวนมาก ไม่ได้หมายถึงแค่การเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น แต่หมายถึงการมี Pricing Power ที่สูงขึ้นด้วย เพราะเมื่อมีสาขาทั่วประเทศ ลูกค้าสามารถจำนำที่สาขาหนึ่งและมาไถ่ที่อีกสาขาหนึ่งได้ตามความสะดวก ซึ่งเป็นสิ่งที่คู่แข่งรายเล็กทำไม่ได้ นอกจากนี้ การมีสาขาจำนวนมากยังช่วยกระจายความเสี่ยงทางภูมิศาสตร์ เมื่อเศรษฐกิจในภูมิภาคหนึ่งชะลอตัว อาจมีภูมิภาคอื่นที่เติบโต
- Premium Gold Yaowarat ร้านทองที่ทำหน้าที่เป็นมากกว่าแค่ร้านขายทอง มันคือ Brand Statement ที่บอกกับตลาดว่า Easy Money ไม่ได้เล่นในลีกของโรงรับจำนำธรรมดา แต่อยู่ในระดับเดียวกับร้านทองชั้นนำของประเทศ โดยการมีร้านทองเยาวราชยังช่วยสร้าง Credibility ในการประเมินราคาทองคำ เพราะเยาวราชคือศูนย์กลางการค้าทองคำของประเทศ ราคาที่ออกมาจาก Premium Gold Yaowarat จึงเป็นที่ยอมรับในตลาด และสามารถใช้เป็น Benchmark สำหรับการประเมินราคาในสาขาอื่น ๆ ทั่วประเทศ
- Easy Money Shop ช่องทางจำหน่ายทรัพย์หลุดจำนำและสินค้ามือสองคุณภาพดี ไม่ใช่แค่ช่องทางกำจัดทรัพย์สินที่ลูกค้าไม่มาไถ่ แต่เป็นธุรกิจที่มีกำไรสูงในตัวเอง ซึ่งจากข้อมูลของบริษัท ทรัพย์สินที่ถูกจำนำประมาณ 90-95% จะถูกไถ่คืน ส่วนที่เหลือ 5-10% ที่ไม่ถูกไถ่จะถูกนำมาขายผ่าน Easy Money Shop โดยสามารถขายได้ในราคาที่สูงกว่าราคาประเมินเดิมประมาณ 15-25% ส่วนต่างนี้กลายเป็นกำไรเพิ่มเติมให้กับบริษัท
นอกจากนี้ Easy Money Shop ยังเป็นช่องทางที่ดึงดูดกลุ่มลูกค้าใหม่ที่ไม่เคยใช้บริการโรงรับจำนำมาก่อน คนที่มาซื้อสินค้ามือสองอาจกลายเป็นลูกค้าที่นำทรัพย์สินมาจำนำในอนาคต เมื่อพวกเขาเห็นว่าระบบของ Easy Money มีมาตรฐานและน่าเชื่อถือ
- Global Rich โรงงานผลิตและถลุงทองคำที่ควบคุมคุณภาพ ตั้งแต่ต้นน้ำ เป็นชิ้นส่วนสุดท้ายที่ทำให้ระบบนิเวศสมบูรณ์แบบ โดยการมีโรงงานผลิตทองเองทำให้ Easy Money ไม่ต้องพึ่งพาซัปพลายเออร์ภายนอก สามารถควบคุมต้นทุนได้ดีขึ้น และที่สำคัญคือสามารถรับประกันคุณภาพของทองคำที่ใช้ในธุรกิจได้ 100%
นอกจากนี้ Global Rich ยังทำหน้าที่เป็นแหล่งรับซื้อทองคำจากลูกค้าที่ต้องการขายทอง ไม่ใช่แค่จำนำ ซึ่งเป็นบริการเสริมที่สร้างรายได้เพิ่มเติมและทำให้ Easy Money กลายเป็น One-Stop Service สำหรับทุกความต้องการที่เกี่ยวกับทองคำ

“ระบบนิเวศนี้ใช้เวลากว่า 15 ปีในการสร้าง” สุธี พนาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Easy Money Group เล่าถึงจุดกำเนิดขององค์กรให้ Business Plus ฟัง พร้อมเน้นย้ำว่า “ด้วยวิธีคิดแบบนี้ คู่แข่งที่อยากจะทำตามหรือจะเลียนแบบให้เหมือนที่สุด ก็ต้องใช้เวลาและเงินลงทุนมหาศาล โดยทั้งหมด 4 ส่วนนี้จะเชื่อมโยงกันเป็น Ecosystem ทำให้บริษัทสามารถควบคุมคุณภาพ มาตรฐานราคา และการบริหารความเสี่ยงได้อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ขณะเดียวกันยังสร้างแหล่งรายได้ที่หลากหลาย ทั้งจากดอกเบี้ยรับจำนำและการจำหน่ายสินทรัพย์ ซึ่งช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับโมเดลธุรกิจในระยะยาว
และที่น่าสนใจก็คือ ระบบธุรกิจที่อาศัยเทคโนโลยี ซึ่งคุณสุธีย้ำว่า เป็นการออกแบบโครงสร้างของธุรกิจให้ทุก Business Unit สามารถเชื่อมต่อและแสดงผลของการทำงานแบบเรียลไทม์ เพื่อสร้างสิ่งที่เรียกว่า Trust Infrastructure ผ่านการทำงานของพนักงานในทุกส่วน
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ เมื่อลูกค้านำทรัพย์สินมาจำนำ พนักงานจะสแกนเข้าระบบ ระบบจะดึงข้อมูลราคาล่าสุดมาประเมินโดยอัตโนมัติ โดยคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ เช่น สภาพของทรัพย์สิน อายุการใช้งาน ความต้องการในตลาด และอัตราการไถ่คืนของทรัพย์สินประเภทนั้นในอดีต
ผลลัพธ์คือ ไม่ว่าคุณจะไปสาขาไหน เจอพนักงานคนไหน ราคาที่ได้จะเหมือนกันหรือต่างกันไม่เกิน 2-5% ซึ่งอยู่ในช่วง Margin of Error ที่ยอมรับได้
“ระบบนี้ทำให้เราไม่ต้องพึ่งพา ‘ตา’ ของหลงจู้แต่ละคน” คุณสุธีอธิบาย พร้อมชี้ว่า “แม้ว่าหลงจู้ของเรามีประสบการณ์สูง แต่มนุษย์ก็มีอารมณ์ มีอคติ และอาจผิดพลาดได้ ระบบช่วยให้การประเมินราคาเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ ซึ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าอย่างมาก หลงจู้ที่ดี ต้องใช้เวลาฝึกอบรมอย่างน้อย 3-5 ปี โดยบริษัทฯ มีโปรแกรมฝึกอบรมที่แบ่งเป็นหลายระดับ เริ่มจากพนักงานระดับเริ่มต้นที่เรียนรู้พื้นฐานการประเมินทองคำและเพชร จนถึงระดับหลงจู้อาวุโสที่สามารถประเมินทรัพย์สินพิเศษอย่างนาฬิกาหรูหรือกระเป๋าแบรนด์เนมที่มีมูลค่าหลายล้านบาทได้อย่างสบาย” คุณสุธีอธิบายต่อว่า
“เราไม่สามารถซื้อหาคนมาจากภายนอกได้ ต้องบ่มเพาะเอง ดังนั้นจำนวนสาขาที่เราเปิดได้ในแต่ละปีจึงขึ้นอยู่กับจำนวนคนที่พร้อมมากกว่าจำนวนเงินที่มี”
ปัจจุบัน Easy Money มีหลงจู้มากกว่า 320 คน แต่ละคนผ่านการฝึกอบรมอย่างเข้มข้น ทั้งด้านความรู้เกี่ยวกับทรัพย์สิน การประเมินราคา การบริหารความเสี่ยง และที่สำคัญคือ Customer Service ที่สร้างความรู้สึกเคารพและให้เกียรติลูกค้า
“คู่แข่งที่แท้จริงของเราไม่ใช่โรงรับจำนำอื่น ไม่ใช่ธนาคาร และไม่ใช่แพลตฟอร์มดิจิทัลที่กำลังเข้ามา” เขากล่าวอย่างมั่นใจ “คู่แข่งที่แท้จริงของเราคือ ภาพจำเชิงลบที่ฝังลึกอยู่ในสังคมไทยมานานหลายทศวรรษ ที่มองว่าการไปโรงรับจำนำเป็นเรื่องน่าอาย เป็นสัญญาณของความล้มเหลว”
นี่คือเหตุผลว่าทำไม Easy Money ถึงลงทุนอย่างหนักในการสร้างแบรนด์และการสื่อสารการตลาด บริษัทใช้งบการตลาดประมาณ 8-10% ของรายได้ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมที่อยู่ที่ประมาณ 3-5%
แต่การตลาดของ Easy Money ไม่ได้เน้นไปที่อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำหรือบริการที่เร็ว แต่เน้นไปที่การเปลี่ยนแปลงวิธีคิด โดยนำเสนอแนวคิด Asset-Backed Financing หรือการมองทรัพย์สินเป็นทุนสำรอง
“เราพยายามสื่อสารให้คนเข้าใจว่า ทองคำที่ซื้อไว้ นาฬิกาที่สะสมไว้ หรือกระเป๋าที่ซื้อไว้ ไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อใช้หรือชื่นชม แต่เป็นทุนสำรองที่สามารถนำมาใช้สร้างโอกาสได้เมื่อต้องการ” คุณสุธีอธิบาย “เหมือนกับเงินฝากธนาคาร เมื่อต้องการก็ถอนมาใช้ เมื่อมีเงินก็ฝากกลับเข้าไป ทรัพย์สินก็เหมือนกัน เมื่อต้องการสภาพคล่องก็นำมาจำนำ เมื่อมีเงินก็ไถ่กลับไป”
ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลง Mindset นี้เริ่มเห็นผลแล้ว โดยข้อมูลจากการสำรวจของบริษัทแสดงว่า ในปี 2563 มีเพียง 35% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่บอกว่า “พร้อมใช้บริการโรงรับจำนำเมื่อต้องการเงินด่วน” แต่ในปี 2568 ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นเป็น 58%
ที่น่าสนใจคือ ในกลุ่มอายุ 25-40 ปี ซึ่งเป็นกลุ่ม Millennials และ Gen Z มีถึง 72% ที่บอกว่า “ไม่เห็นว่าการจำนำเป็นเรื่องน่าอาย ถ้าเป็นการบริหารการเงินที่ชาญฉลาด”
“นี่คือโอกาสที่ใหญ่ที่สุดของเรา” คุณสุธีกล่าว “เมื่อคนรุ่นใหม่เริ่มมอง Asset-Backed Financing เป็นเครื่องมือบริหารการเงินที่ปกติ ตลาดจะเติบโตเป็นทวีคูณ”
ผลลัพธ์สะท้อนออกมาอย่างชัดเจนผ่านตัวเลข โดยในปี 2568 Easy Money Group มีพอร์ตสินเชื่อคงค้างสูงกว่า 28,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 7,000 ล้านบาทภายในปีเดียว ตอกย้ำบทบาทของบริษัทในฐานะ ผู้นำตลาดโรงรับจำนำเอกชนของประเทศไทย

จักรวาล Easy Money ครบทั้งระบบนิเวศ
ว่ากันตามตรง หัวใจของธุรกิจและองค์กรนี้ คือ ความแตกต่างที่สำคัญในเชิงโครงสร้าง โดยเทคโนโลยีของ Easy Money Group ไม่ได้ถูกนำมาใช้เพียงเพื่อเพิ่มความสะดวกสบาย แต่ทำหน้าที่เป็น “กลไกกลาง” ในการกำกับมาตรฐานและสร้างความเป็นธรรมให้กับระบบทั้งหมด ระบบฐานข้อมูลกลางด้านราคา (Centralized Price Database หรือ Price Scanner) ช่วยให้การประเมินทรัพย์สินเป็นไปในมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างสาขา ลดความคลุมเครือที่เคยเป็นจุดอ่อนของธุรกิจโรงรับจำนำแบบดั้งเดิม ส่งผลให้การดำเนินงานในรูปแบบดิจิทัลของ Easy Money Group เสมือนเป็นกระจกสะท้อนวิสัยทัศน์ในการยกระดับธุรกิจโรงรับจำนำ ให้เทียบเท่าสถาบันการเงินสมัยใหม่ ในหลาย ๆ มิติ อาทิ
เป็นผู้บุกเบิกใช้ Fingerprint Scan แทนการปั๊มหมึก เพื่อยกระดับภาพลักษณ์และประสบการณ์ที่ให้เกียรติลูกค้า ไปจนถึงการพัฒนาแอปพลิเคชัน Easy Smart ซึ่งทำหน้าที่เสมือน “สาขาดิจิทัล” ที่เชื่อมลูกค้าเข้ากับบริการทางการเงินได้ตลอดเวลา
หรือแม้แต่การส่งดอกเบี้ย ตรวจสอบตั๋วจำนำ หรือประเมินราคาทรัพย์สินเบื้องต้น เทคโนโลยีจึงไม่ใช่เพียงเครื่องมือเสริม แต่เป็นหัวใจสำคัญในการเปลี่ยนโรงรับจำนำ จากพื้นที่ทางกายภาพ สู่แพลตฟอร์มการบริหารสภาพคล่องที่ยืดหยุ่น โปร่งใส และสอดคล้องกับพฤติกรรมบริโภคยุคใหม่
เมื่อมองภาพรวมของ Easy Money Group นับจากอดีตถึงปัจจุบัน บริษัทยังคงสามารถรักษาความเป็นผู้นำได้ ไม่ใช่แค่ขนาดหรือจำนวนสาขา แต่เป็นระบบนิเวศครบวงจร จนสร้างเป็นความได้เปรียบทางการแข่งขันหลายชั้น ที่สร้างขึ้นอย่างพิถีพิถันตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบสำคัญ
- Brand และ Trust Easy Money ใช้เวลายาวนานและเงินทุนมหาศาลในการสร้างแบรนด์ที่คนไว้วางใจ การที่ลูกค้ามากกว่า 2 ล้านรายเลือกใช้บริการ Easy Money แทนที่จะเลือกโรงรับจำนำอื่น ๆ ที่อาจให้ราคาสูงกว่าเล็กน้อย แสดงให้เห็นว่า Trust มีค่ามากกว่าเงินไม่กี่ร้อยบาท แม้คู่แข่งใหม่ที่อยากจะสร้าง Brand ในระดับเดียวกันต้องใช้เวลาและเงินลงทุนมหาศาล และที่สำคัญคือต้องมีความสม่ำเสมอในการให้บริการ ซึ่งยากมากเมื่อเริ่มต้นใหม่
- Network Effect ยิ่งมีสาขามาก ยิ่งสะดวกสำหรับลูกค้า และยิ่งดึงดูดลูกค้าใหม่ได้มากขึ้น ลูกค้าที่เคยใช้บริการที่สาขาหนึ่งสามารถมาใช้บริการที่สาขาอื่นได้ตามความสะดวก ซึ่งสร้างความยึดติดกับแบรนด์
- Data และ Technology ระบบฐานข้อมูลที่สะสมมากว่า 20 ปี ข้อมูลการทำธุรกรรมหลายสิบล้านรายการ ข้อมูลพฤติกรรมของลูกค้า และข้อมูลตลาดทรัพย์สินต่าง ๆ เป็นสมบัติที่คู่แข่งไม่สามารถทำซ้ำได้ในระยะสั้น ข้อมูลเหล่านี้ทำให้ Easy Money สามารถประเมินความเสี่ยงได้แม่นยำกว่า ออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้ดีกว่า และบริหารต้นทุนได้มีประสิทธิภาพกว่า
- Ecosystem ระบบนิเวศที่เชื่อมโยงตั้งแต่การผลิตทองคำ การรับจำนำ การขายทรัพย์หลุดจำนำ และบริการอื่น ๆ ทำให้มีความได้เปรียบด้านต้นทุน ความรวดเร็ว และคุณภาพ คู่แข่งที่อยากจะสร้าง Ecosystem ในระดับเดียวกันต้องลงทุนเป็นพันล้านบาทและใช้เวลาหลายปี
- People และ Culture ทีมงานที่มีความรู้เฉพาะทางสูง มีประสบการณ์สะสม และที่สำคัญคือมีวัฒนธรรมองค์กรที่เน้นการให้ความเคารพลูกค้าและสร้างคุณค่าในระยะยาว เป็นสิ่งที่สร้างยากที่สุดและเลียนแบบได้ยากที่สุด
“คู่แข่งสามารถลอกเลียนแบบสาขาของเราได้ สามารถซื้อเทคโนโลยีเดียวกันได้ แต่จะสร้าง Culture และ DNA ขององค์กรที่สั่งสมมายาวนานไม่ได้” คุณสุธีกล่าวด้วยความมั่นใจ
ความได้เปรียบทางการแข่งขันในตลาดที่เปลี่ยนแปลง
ในยุคที่มีผู้เล่นรายใหม่และแพลตฟอร์มดิจิทัลเข้ามาในตลาดมากขึ้น แน่นอนว่า ย่อมจะมีคู่แข่ง ยากที่จะหลีกเลี่ยง เราถามคุณสุธี ซึ่งท่านย้ำกับเราว่า “คู่แข่งที่แท้จริงของเราไม่ใช่ธนาคาร ไม่ใช่โรงรับจำนำอื่น แต่คือ ภาพจำเชิงลบเดิมของสังคม ที่มองว่าโรงรับจำนำเป็นเรื่องน่าอาย” คุณสุธี กล่าว พร้อมบอกว่า ดังนั้น บริษัทจึงเลือกแข่งขันด้วยความไว้วางใจ ความปลอดภัย และมาตรฐานการดูแลทรัพย์สินระดับสูง โดยนำมาตรฐาน ISO มาใช้ในการจัดเก็บทรัพย์ และออกแบบกระบวนการแพ็กทรัพย์ที่ไม่มีใครสามารถเข้าถึงได้จนกว่าลูกค้าจะมาไถ่ถอน

การเติบโตอย่างมีคุณภาพ และวิสัยทัศน์ระยะยาว
การเติบโตของ Easy Money Group ในระยะถัดไป จึงไม่ใช่การแข่งขันด้านจำนวนสาขา แต่เป็นการเลือกเดินเกมแบบ “Quality Growth” อย่างมีวินัย โดยบริษัทกำหนดกรอบการขยายสาขาในปี 2569 ไว้ที่ประมาณ 7–8 สาขาต่อปี ซึ่งเป็นตัวเลขที่ผ่านการคำนวณมาแล้วเพื่อรักษาสมดุลระหว่างโอกาสทางธุรกิจและสภาพคล่องของเงินทุน เนื่องจากเงินทุนหมุนเวียนถือเป็นทั้งต้นทุนและตัวสินค้าในธุรกิจ Asset-Backed Financing การเติบโตที่เร็วเกินไปอาจสร้างความเสี่ยงต่อระบบโดยรวม ในขณะที่การเติบโตอย่างพอดีจะช่วยให้ทุกสาขามีคุณภาพการให้บริการและมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ
อีกหนึ่งหัวใจสำคัญของกลยุทธ์นี้คือ “คน” โดยเฉพาะการพัฒนาบุคลากรระดับผู้จัดการหรือ “หลงจู้” ซึ่งเป็นตำแหน่งเฉพาะทางที่ไม่สามารถดึงจากตลาดแรงงานภายนอกได้โดยตรง Easy Money Group จึงเลือกลงทุนระยะยาวกับการบ่มเพาะคนของตนเอง เพื่อให้พร้อมทั้งด้านความรู้เชิงลึกของทรัพย์สิน มาตรฐานการประเมินราคา และความเข้าใจในบทบาทของการเป็นสถาบันการเงินทางเลือกที่ต้องสร้างความไว้วางใจสูงสุด การขยายสาขาในแต่ละพื้นที่จึงไม่ใช่เพียงการเปิดหน้าร้านใหม่ แต่คือการขยาย “คุณภาพของระบบ” ไปพร้อมกัน
ในระยะ 3–5 ปีข้างหน้า วิสัยทัศน์ของ Easy Money Group ชัดเจนในการก้าวสู่การเป็น Top of Mind ของการ “แปลงทรัพย์เป็นทุน” และยกระดับบทบาทจากโรงรับจำนำไปสู่ Alternative Financial Institution อย่างเต็มรูปแบบ ควบคู่กับการผลักดันแนวคิด Asset-Backed และ Financial Literacyให้คนไทยมองทรัพย์สินเป็นทุนสำรอง ไม่ใช่เพียงของใช้หรือของสะสม แนวทางนี้สะท้อนความตั้งใจขององค์กรที่ไม่ได้มองการเติบโตแค่ในมิติธุรกิจ แต่ต้องการสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินให้กับสังคมในระยะยาว ผ่านโมเดลสินเชื่อที่ไม่สร้างภาระหนี้และเคารพศักดิ์ศรีของผู้ใช้บริการอย่างแท้จริง
“เราไม่ได้มองตนเองเป็นคู่แข่งของธนาคาร แต่เป็นส่วนเติมเต็มของระบบ ที่ช่วยขยายขอบเขตการเข้าถึงสภาพคล่องให้ครอบคลุมคนอีกจำนวนมากที่มีทรัพย์แต่เข้าไม่ถึงสินเชื่อแบบดั้งเดิม” คุณสุธี กล่าว

The Road to Thailand’s First Listed Pawnshop
เมื่อสิ้นสุดการสัมภาษณ์ คุณสุธีพาเดินชมสาขาใหม่ล่าสุดที่เพิ่งเปิดในย่านธุรกิจใจกลางเมือง สาขานี้สะท้อนถึงทุกสิ่งที่ Easy Money พยายามสร้างมาตลอด 21 ปี
พื้นที่กว้างขวางสว่างไสว ตกแต่งด้วยโทนสีอบอุ่น มีที่นั่งรอที่สะดวกสบาย ลูกค้าสามารถมองเห็นพนักงานประเมินทรัพย์สินผ่านกระจกใส ห้องรับเงินมีความเป็นส่วนตัว และที่สำคัญคือ ไม่มีลูกกรงแม้แต่อันเดียว “นี่คือสิ่งที่เราต้องการให้คนเห็น” คุณสุธีกล่าว
“โรงรับจำนำไม่จำเป็นต้องดูน่ากลัว บริการทางการเงินสามารถทำได้อย่างมีศักดิ์ศรี และทุกคนสมควรได้รับความเคารพ ไม่ว่าจะมาใช้บริการทางการเงินแบบไหน”
ลูกค้าที่เดินเข้ามาในวันนั้นมีทั้งชายสูงวัยในชุดธุรกิจที่นำนาฬิกาหรูมาจำนำ หญิงสาวในชุดลำลองที่นำกระเป๋าแบรนด์เนมมาจำนำ และคู่รักที่นำทองรูปพรรณมาจำนำ ทุกคนได้รับการต้อนรับและให้บริการด้วยความเคารพเท่าเทียมกัน
“นี่คือความสำเร็จที่แท้จริงของเรา” คุณสุธีกล่าว “ไม่ใช่แค่ตัวเลขรายได้หรือจำนวนสาขา แต่คือการที่เราสามารถเปลี่ยนแปลงวิธีที่คนมองและใช้บริการโรงรับจำนำ”
ที่สำคัญ การมีสถานะเป็นบริษัทจดทะเบียนยังช่วยดึงดูดบุคลากรคุณภาพ ทั้งในระดับบริหารและระดับปฏิบัติการให้เข้ามาร่วมสร้างองค์กรในระยะยาว ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์การเติบโตแบบ Quality Growth ของ Easy Money ที่ให้ความสำคัญกับระบบ คน และมาตรฐาน มากกว่าการขยายตัวอย่างรวดเร็วเพียงเชิงปริมาณ โดยบริษัทคาดว่าจะเริ่มเห็นความชัดเจนของการเตรียมตัวภายในระยะเวลา 3 ปี และมีโอกาสเข้าจดทะเบียนได้ราวปี 2571–2572
ตลอดเส้นทางกว่า 20 ปีของ Easy Money Group สะท้อนบทเรียนสำคัญของธุรกิจการเงินยุคใหม่ได้อย่างชัดเจนว่า นอกจากการนำเทคโนโลยี ระบบดิจิทัล หรือแพลตฟอร์มมาใช้พัฒนาธุรกิจแล้ว แก่นแท้ของความยั่งยืนยังคงอยู่ที่ “ความเข้าใจความต้องการของมนุษย์”
ซึ่งโมเดล Asset-Backed Financing ของ Easy Money Group จึงไม่ใช่แค่การปฏิรูปโรงรับจำนำในเชิงธุรกิจ หากแต่เป็นการขยายขอบเขตของระบบการเงินไทยให้ครอบคลุมผู้คนได้มากขึ้น เปิดพื้นที่ให้คนที่มีทรัพย์แต่ขาดสภาพคล่องสามารถยืนอยู่ในระบบอย่างมีศักดิ์ศรี และบริหารเงินของตนเองได้อย่างชาญฉลาด
โดยในวันที่เศรษฐกิจยังเต็มไปด้วยความผันผวน Easy Money Group แสดงให้เห็นว่า “สถาบันการเงินทางเลือก” ที่ยืนอยู่บนความเข้าใจ ความโปร่งใส และการให้เกียรติ สามารถเป็นทั้งเครื่องมือทางธุรกิจและกลไกทางสังคมได้ในเวลาเดียวกัน และนี่คือบทพิสูจน์ถึงการเติบโตอย่างยั่งยืน
เมื่อมองภาพรวมในมิติที่กว้างขึ้น Easy Money Group คือภาพสะท้อนของการยกระดับ “โรงรับจำนำ” จากแหล่งเงินฉุกเฉินสู่สถาบันการเงินทางเลือกที่มองทรัพย์สินเป็นทุน ไม่ได้เพียงตอบโจทย์สภาพคล่องทางการเงินในระยะสั้น แต่กำลังทำหน้าที่เป็นส่วนเติมเต็มของระบบการเงินไทยที่ช่วยให้คนมีทรัพย์สามารถบริหารจัดการสภาพคล่องทางการเงินได้เป็นอย่างดี

เขียนและเรียบเรียง : สถาปัตย์ มะดวง
ติดตาม Business+ : https://www.thebusinessplus.com/
Line Business+ : https://lin.ee/pbIHCuS
IG : https://instagram.com/businessplus.th
Youtube : https://www.youtube.com/@thebusinessplus7829
#TheBusinessPlus #Businessplus #BusinessPlus #นิตยสารBusinessplus #Business
The Business Plus บิสิเนสพลัส

