5 เชนร้านขายยาที่ทำยอดขายได้สูงที่สุด

ธุรกิจร้านขายยาในประเทศไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากสังคมผู้สูงอายุ และการตื่นตัวด้านการดูแลสุขภาพ ทำให้หลายแบรนด์ได้ขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้เกิดการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น วันนี้ Business Plus จึงได้รวบรวมข้อมูลของ 5 เชนร้านขายยาที่มีรายได้สูงที่สุดในประเทศมาให้ดูกัน 

เริ่มจาก บริษัท โปร ฟาสซิโน จำกัด ซึ่งเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีสาขามากกว่า 100 แห่ง และใช้โมเดลแฟรนไชส์เป็นกลไกหลักในการขยายธุรกิจ ซึ่งสะท้อนถึงผลประกอบการในปี 2567 มีรายได้รวม 2,117 ล้านบาท เติบโต 19.18% ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 81 ล้านบาท เติบโต 8.20% ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า แม้รายได้จะเติบโตในระดับที่น่าพอใจ แต่กำไรยังขยายตัวในอัตราที่ต่ำกว่า สอดคล้องกับลักษณะธุรกิจที่ต้องพึ่งพาปริมาณการขายเป็นหลัก

ต่อมา บริษัท เฮลท์ลีด จำกัด (มหาชน) เจ้าของ 3 แบรนด์หลัก ได้แก่ iCare, Pharmax และ Super Drug  รวมกันทั้งหมด 70 สาขา ซึ่ง เฮลท์ลีด บริหารสาขาด้วยตนเองทั้งหมดโดยไม่ขายแฟรนไชส์ ในปี 2567 มีรายได้ 2,018 ล้านบาท เติบโต 21.60% สูงกว่าผู้ประกอบการหลายรายในตลาด อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิอยู่ที่ 78 ล้านบาท เติบโตเพียง 4.79% สะท้อนแรงกดดันด้านต้นทุนและการแข่งขันที่ยังคงส่งผลต่อความสามารถในการทำกำไร

ต่อมา บริษัท เฮลท์ อัพ จำกัด ซึ่งมี 84 สาขา และใช้โมเดลแฟรนไชส์เช่นเดียวกัน ในปี 2567 มีรายได้ 1,392 ล้านบาท เติบโต 7.47% แต่กำไรสุทธิอยู่ที่เพียง 5 ล้านบาท ลดลง 9.90% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงความท้าทายในการรักษาความสามารถในการทำกำไร แม้จะมีเครือข่ายสาขาในระดับใกล้เคียงกับคู่แข่งรายอื่น

ส่วน บริษัท เซฟดรัก เซ็นเตอร์ จำกัด ซึ่งมีสาขามากกว่า 80 แห่ง และอยู่ในเครือ BDMS มีอัตราการเติบโตของรายได้โดดเด่นที่สุด โดยมีรายได้ 1,226 ล้านบาท เติบโตถึง 47.53% ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 18 ล้านบาท เติบโต 23.55% ในปี 2567 ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนการเติบโตของรายได้และกำไรที่สอดคล้องกันมากกว่าผู้เล่นรายอื่นในตลาด

ขณะที่ บริษัท กรุงเทพดรักสโตร์ จำกัด ซึ่งมี 90 สาขา และใช้โมเดลแฟรนไชส์ มีรายได้ 1,122 ล้านบาท เติบโต 19.17% แต่กำไรสุทธิอยู่ที่ 6 ล้านบาท ลดลง 12.76% แสดงให้เห็นถึงข้อจำกัดในการควบคุมต้นทุนและการรักษาผลตอบแทน แม้ยอดขายจะขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

เมื่อพิจารณาภาพรวมของอุตสาหกรรม จะเห็นได้ว่าธุรกิจร้านขายยาไทยยังคงขับเคลื่อนด้วยการขยายสาขาเป็นหลัก ขณะที่กำไรสุทธิยังเผชิญแรงกดดันอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นจากการหมุนเวียนสินค้าได้ดี แต่มีอัตรากำไรต่อหน่วยต่ำ ทำให้ความสามารถในการบริหารต้นทุนและประสิทธิภาพการดำเนินงาน กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดความยั่งยืนของธุรกิจ มากกว่าการขยายจำนวนสาขาเพียงอย่างเดียว

ที่มา : เว็บไซต์บริษัท , DBD , SET