จากข้อมูลของบริษัท Nielson IQ ในปี 2567 มูลค่าตลาดถุงยางอนามัยในไทยอยู่ที่ประมาณ 1,488 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.6% จากปีก่อน ขณะที่ปี 2568 มีมูลค่าอยู่ที่ 1,500 ล้านบาท เท่ากับจำนวนถุงยางประมาณ 69 ล้านชิ้น ต่อปี ปรับตัวขึ้น 0.8% จากปี 2567
ซึ่งถ้าเรามองลึกไปที่ส่วนแบ่งการตลาดแล้ว จะมีแค่ 3 แบรนด์ที่ครองตลาดอยู่คือ Durex, Onetouch และ Okamoto โดยมีส่วนแบ่ง 52%, 34% และ 11% ตามลำดับ
ตัวเลขมูลค่าตลาดกับส่วนแบ่งทางการตลาดนี้ค่อนข้างสอดคล้องไปในทางเดียวกับผลประกอบการของบริษัททั้ง 3 แห่งนี้ในไทย

โดยผู้นำตลาดคือ Durex จากสหราชอาณาจักร ที่มีรายได้ปีล่าสุด 2,809 ล้านบาท และมีกำไร 144 ล้านบาท แบ่งเป็นการลดลงของรายได้เฉลี่ย 3.2% ต่อปี แต่กำไรเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 17.4% ต่อปี ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา
ถัดมาคือ Onetouch ของบมจ. ไทยนิปปอนรับเบอร์อินดัสตรี้ หรือ TNR ที่จดทะเบียนอยู่ใน SET มีรายได้ 2,112 ล้านบาทและกำไร 533 ล้านบาท ในปี 2567 คิดเป็นการเติบโตของรายได้เฉลี่ย 2% ต่อปี และกำไรเฉลี่ย 26.7% ต่อปี ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยทางบริษัทมีรายได้หลักมาจากการรับจ้างผลิตถุงยางอนามัยและเจลหล่อลื่น
สุดท้ายคือ Okamoto แบรนด์จากญี่ปุ่น ที่มีรายได้ 1,076 ล้านบาท กำไร 111 ล้านบาท ในปี 2567 ลดลงโดยเฉลี่ย 0.3% ต่อปีและ 11.8% ต่อปีใน 3 ปีที่ผ่านมา
ทั้งนี้ ถุงยางอนามัยเป็นสินค้าที่มีดีมานด์ต่อเนื่อง ในขณะที่ผู้ประกอบการมักไม่ค่อยทำการตลาด ทำให้ต้นทุนส่วนใหญ่ไปอยู่ที่การผลิตสินค้า ดังนั้นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริษัทแข่งขันได้ก็คือราคา คุณภาพ และความน่าเชื่อถือของแบรนด์
ที่มา: SET, DBD, เว็บไซต์ของบริษัท
The Business Plus บิสิเนสพลัส

