‘กกต. เบลารุส’ โกงสุดในประวัติศาสตร์ ช่วยเผด็จการลูกาเชนโก

– การตั้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เอื้อประโยชน์ฝ่ายหนึ่งเกินไป

– บัตรเลือกตั้งเกินหรือขาดจากจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์

– ขาดความโปร่งใสในการนับคะแนน

ใช่แล้ว เรากำลังพูดถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีของเบลารุสเมื่อปี 2020 ที่สร้างความกังขาแก่ประชาชนเบลารุสและต่างชาติ หลังจากที่ อเล็กซานเดอร์ ลูกาเชนโก สามารถเอาชนะคู่แข่งอย่างขาดลอย ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความโปร่งใสของกระบวนการเลือกตั้งครั้งนี้

ทั้งนี้ ประเทศเบลารุสเป็นประเทศเล็ก ๆ ในยุโรปตะวันออกที่ตั้งอยู่ระหว่างรัสเซียและโปแลนด์ และเคยเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียตจนกระทั่งสหภาพโซเวียตล่มสลายในปี 1991 ทำให้เบลารุสประกาศเอกราชเป็นรัฐอิสระครั้งแรกและกลายเป็น สาธารณรัฐเบลารุส

ต่อมาจึงได้จัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งแรกหลังประกาศเอกราชในปี 1994 อเล็กซานเดอร์ ลูกาเชนโก ชนะด้วยคะแนนเสียงกว่า 80 % และได้รับตำแหน่งประธานาธิบดีตั้งแต่นั้นมา ถึงแม้จะมีการจัดการเลือกตั้งหลายครั้งหลังจากนั้น ลูกาเชนโกก็ยังคงรักษาอำนาจไว้ได้ต่อเนื่อง

ลูกาเชนโกเป็นผู้นำสไตล์ที่ใช้อำนาจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดและใช้ความรุนแรงกับผู้เห็นต่างทางการเมือง อีกทั้งยังมีการควบคุมสื่อหลัก รวมไปถึงกลั่นแกล้งและคุมขังศัตรูทางการเมือง ส่งผลให้ชาติตะวันตกมองว่าประเทศเบลารุสขาดความโปร่งใสทางการเมืองอย่างมาก โดยการเลือกตั้งหลายครั้งได้รับการประเมินจากหน่วยงานระหว่างประเทศ เช่น องค์การเพื่อความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป (OSCE) ว่า ไม่เป็นไปตามมาตรฐานของการเลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม

จนมาถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2020 ความน่าสนใจอยู่ที่ ผู้สมัครฝ่ายค้านอย่าง สเวียตลานา ซิขานอวสกายา ซึ่งเข้ามาลงสมัครแทนสามีที่ถูกจำคุกก่อนเลือกตั้ง และได้รับการตอบรับจากประชาชนอย่างล้นหลามและกลายเป็นคู่แข่งหลักของลูกาเชนโก

เมื่อวันเลือกตั้งมาถึง กกต. ของเบลารุสประกาศผลว่า ลูกาเชนโกได้รับคะแนนเสียงมากกว่า 80 % และรักษาตำแหน่งประธานาธิบดีไว้ได้อีกสมัย อย่างไรก็ตามมีหลักฐานและข้อสังเกตมากมายว่ามีการโกงอย่างแพร่หลายตั้งแต่ก่อนวันลงคะแนนจนถึงการนับคะแนนเสร็จสิ้น ซึ่งนำไปสู่การประท้วงครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เบลารุส

โดยมีการตั้งข้อสังเกตว่า กระบวนการแต่งตั้งกรรมการเลือกตั้งไม่เป็นอิสระ เพราะมีตัวแทนจากฝ่ายค้านและตัวแทนอิสระเป็นจำนวนน้อยมาก ขณะที่ตัวแทนฝ่ายรัฐบาลมีจำนวนเยอะกว่าจึงมีอำนาจเหนือกว่าอย่างมาก อีกทั้งยังไม่มีระบบตรวจสอบว่าคณะกรรมการเหล่านี้จะทำงานอย่างเป็นกลางจริง ๆ

นอกจากนี้ ทางกต. ยังดำเนินการเชิญหน่วยงานตรวจสอบการเลือกตั้งระดับนานาชาติให้มาสังเกตุการณ์อย่างล่าช้าตามมาตรฐานสากล โดยกลุ่มผู้สังเกตการณ์อิสระรายงานว่า เจ้าหน้าที่เลือกตั้งหลายคนถูกกดดันให้รายงานผลที่ไม่สอดคล้องกับการนับจริง ซึ่งหมายความว่ามีแรงกดดันให้ดัดแปลงตัวเลขเพื่อให้ผลออกมาตามที่ต้องการ จึงทำให้มีบัตรเลือกตั้งเกินหรือขาดจากจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ในหลาย ๆ หน่วย ขณะที่ในบางหน่วยเลือกตั้ง ผู้สังเกตการณ์อิสระถูกขับออกจากหน่วยเลือกตั้งหรือถูกจับกุม

ด้วยขั้นตอนต่าง ๆ ที่ขาดความโปร่งใสนี้เอง หน่วยงานตรวจสอบการเลือกตั้งระดับนานาชาติจึงไม่สามารถยืนยันได้ว่าผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการเป็นไปตามผลจริงหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ผลของการประกาศผลเลือกตั้งครั้งนี้สร้างความไม่พอใจแก่สังคมเบลารุสอย่างมาก โดยประชาชนจำนวนมากทั่วประเทศออกมาประท้วงต่อต้านผลที่ประกาศ จนมีการปะทะกับกองกำลังความมั่นคงที่ใช้วิธีตอบโต้ที่รุนแรงเพื่อจับกุมผู้ชุมนุมหลายพันคน

ผลการเลือกตั้งปี 2020 ไม่ได้รับการยอมรับโดยสหภาพยุโรปและหลายประเทศ เพราะไม่เป็นเสรีและยุติธรรม ทำให้สหภาพยุโรปประกาศมาตรการคว่ำบาตรต่อเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามและการโกงการเลือกตั้ง รวมถึงการห้ามเดินทางและการแช่แข็งสินทรัพย์ของบุคคลหลายสิบคนที่เชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว

สรุปแล้ว การเลือกตั้งปี 2020 ในเบลารุส ก็อาจจะเป็นละครที่มีฉากหน้าในการสร้างความชอบธรรมให้กับผู้นำเผด็จการอย่างลูกาเชนโกเท่านั้น แม้จะมีแรงกดดันจากประชาชนในประเทศและจากนานาชาติในการสร้างมาตรฐานการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรมก็ตาม

 

ที่มา: European Union, AP, BBC, Wikipedia