ท่ามกลางบรรยากาศการเลือกตั้งที่ใช้งบประมาณรวมสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยถึง 7,824 ล้านบาท ประเด็นเรื่อง “บัตรเลือกตั้ง” ได้กลายเป็นโจทย์สำคัญที่ไม่ใช่เพียงการผลิตสิ่งพิมพ์ แต่คือการบริหารจัดการความเสี่ยงระดับชาติ โดยเฉพาะเมื่อมีการนำคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ดมาใช้จนเกิดข้อกังวลด้านความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้สิทธิ์
ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ใช้งบประมาณ 204 ล้านบาทสำหรับการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้ง โดยมีบริษัทผู้ผลิต 3 ราย วันนี้ Business Plus จะพามารู้จักกัน

เริ่มกันที่ บริษัท จันวาณิชย์ ซีเคียวริตี้ พริ้นท์ติ้ง จำกัด มีเจ้าของคือ ตระกูลกองบุญมา เป็นผู้พิมพ์บัตร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ (สีชมพู) จำนวน 56.1 ล้านฉบับ ด้วยวงเงิน 81.34 ล้านบาท คิดเป็นใบละ 1.4 บาท จุดแข็งของบริษัทอยู่ที่ประสบการณ์กว่า 105 ปี ในอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ป้องกันการปลอมแปลง ครอบคลุมงานระดับชาติ เช่น หนังสือเดินทาง ธนบัตร สลาก และเอกสารราชการสำคัญ โดยรายได้ปี 2567 อยู่ที่ 2,434 ล้านบาท กำไรสุทธิ 154 ล้านบาท สะท้อนฐานะการเงินมั่นคงและความสามารถรองรับงานสเกลใหญ่
ในขณะที่ บริษัท ที.เค.เอส. เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) บริหารโดย จุติพันธุ์ มงคลสุธี เป็นผู้จัดพิมพ์บัตรเลือกตั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขต (สีเขียว) ในจำนวนเท่ากันคือ 56.1 ล้านฉบับ ด้วยวงเงิน 67.32 ล้านบาท คิดเป็นใบละ 1.2 บาท แม้ผลประกอบการปี 2567 ขาดทุนสุทธิ 56 ล้านบาท แต่ในเชิงโครงสร้างธุรกิจ TKS ยังมีความเชี่ยวชาญด้านเอกสารความลับทางการเงินและแบบพิมพ์ปลอดการทำเทียมที่รัฐไว้วางใจ จากศักยภาพด้านขนาดเครือข่าย โซลูชันแบบครบวงจร และการรับรองมาตรฐานในระดับสากล
สุดท้าย โรงพิมพ์อาสารักษาดินแดน กรมการปกครอง รับหน้าที่จัดพิมพ์บัตรออกเสียงประชามติ ด้วยวงเงิน 56.1 ล้านบาท ถือเป็นการบริหารจัดการทรัพยากรภายในภาครัฐ เพื่อควบคุมมาตรฐานและความมั่นคงของข้อมูลในอีกมิติหนึ่ง
บทสรุปของการจัดการงบประมาณครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงรายจ่ายเชิงปฏิบัติการ แต่คือการลงทุนใน ‘โครงสร้างพื้นฐานแห่งความเชื่อมั่น’ ซึ่งในโลกธุรกิจยุคใหม่ “ความโปร่งใสและธรรมาภิบาล” คือสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงที่สุด
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ทุกคะแนนเสียงคือต้นทุนทางโอกาสและเดิมพันสำคัญ ที่จะกำหนดทิศทางเศรษฐกิจและอนาคตของประเทศชาติอย่างไม่อาจประเมินค่าได้
ที่มา: เว็บไซต์บริษัท, กรมประชาสัมพันธ์, กกต.
The Business Plus บิสิเนสพลัส

