ส่งออกอัญมณีไทยเผชิญแรงกดดันเศรษฐกิจโลก กำลังซื้อฝั่งตะวันตกชะลอตัวฉุดยอดลดลงกว่า 20% ทุกกลุ่มสินค้าและยังไม่ใช่จุดต่ำสุด ส.อ.ท. ชี้ราคาโลหะมีค่าพยุงมูลค่ารวม แต่ปริมาณการผลิตจริงดิ่งเหว เตือนอุตสาหกรรมแบกต้นทุนแรงงานฝีมือ 85% ปรับโมเดลธุรกิจเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ ดันมาตรฐาน “No Return” สร้างความเชื่อมั่นผู้ซื้อต่างชาติระยะยาว
ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนและปัญหาเงินเฟ้อในประเทศคู่ค้าหลักฝั่งตะวันตก กำลังกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่กระทบต่อขีดความสามารถในการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับของไทย โดยข้อมูลจากกลุ่มอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุว่า มูลค่าการส่งออกในช่วงต้นปี 2569 ปรับตัวลดลงกว่า 20% ซึ่งครอบคลุมทั้งกลุ่มพลอยเจียระไน เครื่องประดับทอง เครื่องประดับเงิน และสินค้ากึ่งสำเร็จรูป
นายวิบูลย์ หงษ์ศรีจินดา รองประธานที่ปรึกษากลุ่มอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ ส.อ.ท. วิเคราะห์สถานการณ์ว่า ตัวเลขที่หดตัว 20% นี้อาจยังไม่ใช่จุดต่ำสุดที่สะท้อนความเป็นจริงทั้งหมด เนื่องจากมูลค่าที่ปรากฏถูกพยุงไว้ด้วยราคาโลหะมีค่าในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2568 แต่หากพิจารณาในเชิงปริมาณการผลิตและคำสั่งซื้อจริง พบว่ามีการลดลงอย่างมีนัยสำคัญมากกว่าตัวเลขมูลค่าที่แสดงออกมา
“ราคาโลหะมีค่าที่สูงขึ้นช่วยพยุงมูลค่ารวมไว้ แต่ในเชิงปริมาณการผลิตและคำสั่งซื้อจริงลดลงมากกว่าที่ปรากฏอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนภาวะตลาดขาลงที่ต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว” สถานการณ์ดังกล่าวยังซ้ำเติมด้วยโครงสร้างต้นทุนภายในของอุตสาหกรรมอัญมณีไทย ที่ปัจจุบันยังต้องพึ่งพาแรงงานฝีมือสูงถึง 80–85% ของกระบวนการผลิตทั้งหมด ตั้งแต่การขึ้นรูป การฝังพลอย ไปจนถึงการขัดเงา ทำให้เมื่อเกิดภาวะคำสั่งซื้อชะลอตัว ผู้ประกอบการจึงต้องแบกรับภาระต้นทุนคงที่ในสัดส่วนที่สูงมาก ท่ามกลางแนวโน้มเศรษฐกิจ 9 เดือนข้างหน้าที่มีความผันผวนทั้งเรื่องอัตราดอกเบี้ยและกำลังซื้อของผู้บริโภค
เพื่อรับมือกับวิกฤตความเชื่อมั่นและกำลังซื้อ ส.อ.ท. จึงนำเสนอแนวคิด “Selected Strategy” ซึ่งเป็นกรอบยุทธศาสตร์ใหม่ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม โดยมุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) แทนที่การแข่งขันเชิงปริมาณ โดยหัวใจสำคัญคือการยกระดับคุณภาพสินค้าไปสู่มาตรฐานที่เรียกว่า “No Return”
“หัวใจสำคัญคือการผลักดันมาตรฐานสินค้าไปสู่ระดับ No Return หรือมาตรฐานที่สร้างความมั่นใจสูงสุดแก่ผู้ซื้อจนไม่เกิดการคืนสินค้า”
ภายใต้ยุทธศาสตร์นี้ ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับทิศทางการตลาดสู่ระดับสากลมากขึ้น โดยเฉพาะการสร้างเอกลักษณ์ด้านงานดีไซน์ให้สอดคล้องกับรสนิยมของตลาดหลักอย่างสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา และต้องดึงจุดแข็งด้านความประณีตของช่างฝีมือไทยในขั้นตอนการตกแต่งขั้นสุดท้ายมาเป็นอาวุธหลักในการแข่งขัน แม้ไทยจะมีข้อจำกัดเรื่องวัตถุดิบต้นน้ำ แต่ความเชี่ยวชาญด้านการควบคุมคุณภาพยังเป็นข้อได้เปรียบที่เหนือกว่าคู่แข่งในภูมิภาคอาเซียน
สำหรับการจัดงาน JGAB 2026 ที่จะเกิดขึ้นในเดือนเมษายนนี้ ถูกวางบทบาทให้เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Tool) ในการเชื่อมโยงระบบนิเวศของอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน โดยเปลี่ยนเป้าหมายจากการเน้นจำนวนผู้เข้าชมงาน เป็นการคัดกรอง “คุณภาพของผู้ซื้อ” (Quality Buyer) และการจับคู่ธุรกิจเชิงพาณิชย์ที่มีโอกาสต่อยอดในระยะยาว เพื่อลดภาระในการทำตลาดรายบุคคลของผู้ประกอบการและสร้างพลังขับเคลื่อนร่วมกันในระดับสากล
“การปรับตัวในช่วงเวลาที่ท้าทาย ไม่ใช่เพียงการรอให้ตลาดฟื้นตัว แต่คือการยกระดับมาตรฐานทั้งระบบ เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมอัญมณีไทยให้สามารถแข่งขันและเติบโตได้อย่างมั่นคง”
ยุทธศาสตร์ดังกล่าวถือเป็นการปรับโครงสร้างการแข่งขันของไทยจากการเป็นเพียงผู้รับจ้างผลิต สู่การเป็นศูนย์กลางอัญมณีที่มีมาตรฐานระดับสากล ซึ่งจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้อุตสาหกรรมสามารถยืนหยัดได้ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกในอนาคต โดยเน้นการรักษาฐานตลาดในระยะยาวผ่านความแตกต่างของแบรนด์และคุณภาพที่ทั่วโลกยอมรับ
The Business Plus บิสิเนสพลัส


