ตลาดซีรีส์วายไทยมูลค่า 5 พันล้าน 4 ค่ายหลักรายได้โตกระฉูด!

เป็นอีกครั้งที่สาววายกู้ชาติ เพราะในวันนี้ “ซีรีส์วาย (BL/GL)” ไม่ได้เป็นเพียงคอนเทนต์เฉพาะกลุ่มอีกต่อไป แต่กลายเป็นหนึ่งในเสาหลักของอุตสาหกรรมบันเทิงไทย ด้วยมูลค่าตลาดรวมกว่า 4,900 ล้านบาท และบทบาทในฐานะผู้ผลิตซีรีส์วายอันดับ 1 ของเอเชีย

โดยในปี 2567 ไทยมีสัดส่วนกว่า 53% ของซีรีส์ Boy Love ที่ออกอากาศในเอเชีย รองมาเป็นญี่ปุ่น 13% เกาหลีใต้ 9% และไต้หวัน 6% ขณะที่ซีรีส์ Girl Love ของไทยคิดเป็นกว่า 63% ของทั้งเอเชีย รองลงมาเป็นฟิลิปปินส์ 16% และเกาหลีใต้ 9%

วันนี้ Business plus พามาส่องรายได้และกำไรของค่ายผู้ผลิตซีรีส์วายในไทย

เริ่มกันที่ GMMTV ค่ายใหญ่ที่มีจุดแข็งคือปริมาณผลงาน ความต่อเนื่อง และการต่อยอดเชิงพาณิชย์ พร้อมเชื่อมศิลปินทั้งค่ายผ่านซีรีส์ รายการออนไลน์ และอีเวนต์ขนาดใหญ่ ทำให้แฟนคลับกระจายไปติดตามศิลปินหลายคน พร้อมทั้งดึงคนนอกด้อมได้ด้วย และอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญคือ “มาสคอต” ที่ทำหน้าที่เชื่อมความผูกพันระหว่างศิลปินกับแฟนคลับ และต่อยอดไปถึงการสร้างมูลค่าได้ด้วยตัวเอง โมเดลนี้สร้างความได้เปรียบเชิงโครงสร้าง ส่งผลให้ปี 2567 มีรายได้รวมที่ 2,463 ลบ. และกำไรสุทธิ 126 ลบ.

ต่อด้วยค่ายในเครือ The ONE Enterprise เช่นกัน อย่าง CHANGE2561 ที่แม้จะไม่ใช่ค่ายวายโดยตรง แต่เริ่มขยายบทบาทสู่ซีรีส์ที่เข้าถึงกลุ่มผู้ชมกว้างขึ้น และไม่ยึดติดกับฐานแฟนคลับของคู่จิ้น แต่ขายด้วยผลงานที่มีคุณภาพ เนื้อหาเข้มข้น ทำให้รายได้ไม่ผันผวนตามกระแสแฟนด้อม แต่จะแปรตามผลงานเป็นสำคัญ โดยในปี 2567 มีรายได้รวม 442 ลบ. กำไรสุทธิ 25 ลบ.

ถัดมาที่ Domundi (DMD) ที่เน้นเจาะตลาด Boy Love โดยเฉพาะ มีความโดดเด่นด้านการปั้นศิลปินหน้าใหม่ ซึ่งเป็นการสร้างความผูกพันกับแฟนคลับตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ส่งผลให้เกิดฐานแฟนด้อมที่เหนียวแน่นและสามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้อย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อดูงบการเงินย้อนหลังจะเห็นว่า Domundi มีรายได้รวมและกำไรสุทธิที่เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ และในปี 2567 มีรายได้รวมที่ 413 ลบ. กำไรสุทธิ 29 ลบ.

สุดท้าย Be On Cloud (BOC) มีจุดขายที่โปรดักชันและสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ กล้าทดลองเนื้อหาที่แตกต่าง รวมถึงประเด็นสังคมที่เข้มข้น มีมิติ ทำให้สามารถขยายสู่ตลาดโลกได้อย่างโดดเด่น แต่การพึ่งพาความสำเร็จรายเรื่องทำให้รายได้มีความผันผวน ซึ่งสะท้อนผ่านผลประกอบการในปี 2567 ที่มีรายได้รวม 167 ลบ. กำไรสุทธิ 15 ลบ. ลดลงจากจุดพีคในปี 2565 สะท้อนความท้าทายของโมเดลที่ขับเคลื่อนด้วยคอนเทนต์มากกว่าแฟนด้อมระยะยาว

ในปัจจุบันธุรกิจซีรีส์วายมีความแข็งแรงกว่าสื่อบันเทิงรูปแบบเดิม เพราะไม่ได้พึ่งรายได้จากซีรีส์เพียงอย่างเดียว แต่ขยายสู่งานแฟนมีต คอนเสิร์ต งานพรีเซ็นเตอร์ และสินค้าเมอร์เชนไดซ์ เป็นการต่อยอดความนิยมไปสู่รายได้ระยะยาว

ซีรีส์วายไทยยังมีแนวโน้มเติบโตในตลาดโลก โดยมีความท้าทายสำคัญคือการรักษาคุณภาพ ความหลากหลายของเนื้อหา การสร้างแฟนด้อม และการบุกตลาดใหม่ ๆ ซึ่งหากทำได้อย่างสมดุล อุตสาหกรรมนี้จะก้าวจาก “กระแส” สู่มูลค่าทางเศรษฐกิจและ Soft Power ของประเทศ

ที่มา : SCB EIC, เว็บไซต์บริษัท