Eden Country Club ปฏิวัติแนวคิด “Private Members’ Club” โดย “ธัญทิพ เจียรวนนท์”

ท่ามกลางการขยายตัวของสังคมเมืองและการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับ Ultra-Luxury ของไทย กับการเปิดตัวโครงการ “Eden Country Club” โดย อีเดน เอสเตท (Eden Estate) ภายใต้การนำของคุณธัญทิพ เจียรวนนท์ ไม่ได้เป็นเพียงการสร้างสปอร์ตคลับราคาแพง แต่นี่คือการประกาศยุทธศาสตร์ “Lifestyle Ecosystem” ที่แหลมคมที่สุดครั้งหนึ่งในทศวรรษ กับโครงการมูลค่า 2,400 ล้านบาทนี้ ที่ทางผู้บริหารมองว่า นี่คือ “มาตรฐานใหม่” ของการใช้ชีวิตพรีเมียมในอนาคต กับ 4 จุดขายสำคัญ

ธัญทิพ เจียรวนนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีเดน เอสเตท คอร์ปอเรชั่น จำกัด

 

1. การทำลายกรอบเดิมของ Private Club จาก ‘พื้นที่ทางธุรกิจ’ สู่ ‘พื้นที่ทางความสัมพันธ์’ โดยในอดีต Private Members’ Club ในกรุงเทพฯ มักถูกออกแบบมาเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะทาง เช่น The Bangkok Club ที่เน้นการเจรจาธุรกิจในย่าน CBD หรือสปอร์ตคลับแบบดั้งเดิมที่เน้นกิจกรรมเฉพาะตัวบุคคล แต่ Eden Country Club วางหมากด้วยแนวคิด “Intergenerational Third Place” ส่งผลให้เกิดจุดเปลี่ยนเชิงกลยุทธ์ ที่ทางอีเดน เอสเตท มองเห็นช่องว่าง (Gap) ของครอบครัวระดับ Wealth ที่ปัจจุบัน “แยกกันอยู่ภายใต้หลังคาเดียวกัน” คือ ต่างคนต่างมีกิจกรรมที่ต้องแยกจากกันไปคนละที่ ลูกไปโรงเรียนกวดวิชา พ่อไปตีกอล์ฟ แม่ไปสปา

จนได้คำตอบสุดท้ายคือ Eden Country Club ออกแบบระบบนิเวศที่ทำให้ทุกคนในครอบครัว “อยู่ด้วยกันได้จริง” บนพื้นที่ 42,000 ตร.ม. การออกแบบอาคาร 6 หลังให้เชื่อมโยงกัน คือการจงใจสร้างจุดตัด (Intersections) ให้สมาชิกในครอบครัวได้พบปะกันในระหว่างกิจกรรมของตนเอง

2. ยุทธศาสตร์ทำเล ‘Luxury Corridor’ บางนา-ตราด ซึ่งการเลือกปักหมุดที่บางนา-ตราด เป็นผลจากการวิเคราะห์ Data-Driven Location ที่แม่นยำ อ้างอิงจาก The High-Net-Worth Magnet โซนกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก คือ แหล่งรวมหมู่บ้านระดับคฤหาสน์ (Price point 50-200 ล้านบาทขึ้นไป) ที่หนาแน่นที่สุด

ต่อมาคือ The International School Hub เพราะถนนเส้นบางนา เป็นศูนย์กลางของโรงเรียนนานาชาติชั้นนำ (Concordian, ASB, Berkeley, PATANA) ซึ่งครอบครัวกลุ่มนี้ให้ความสำคัญกับกิจกรรมหลังเลิกเรียน (After School)

และจบที่ Connectivity ด้วยการอยู่ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิและทางด่วน ทำให้ Eden Country Club กลายเป็น “จุดพักครึ่ง” (The Gateway) ก่อนกลับบ้านหรือก่อนเดินทาง

3. กลยุทธ์ Membership 5.0 เปลี่ยน ‘ค่าใช้จ่าย’ ให้เป็น ‘สินทรัพย์มรดก’ สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในเชิงโมเดลธุรกิจของโครงการ Eden Country Club คือ การออกแบบ Legacy Membership ระยะเวลา 15 ปี ในราคาเริ่มต้น 2.2 ล้านบาท ด้วยการนำเสนอข้อแลกเปลี่ยน อาทิ

Asset Transformation เพราะ Eden Country Club ไม่ได้ขายแค่การเข้าใช้สถานที่ แต่ขาย “สิทธิ์ในการส่งต่อ” (Transferable) ซึ่งมองในมุมการเงิน นี่คือการลงทุนในไลฟ์สไตล์ที่รักษาคุณค่าในตัวเอง (Value Preservation)

Community Filtering ด้วยการกำหนดราคาและการคัดเลือกสมาชิก ที่จำกัดเพียง 1,500 ราย เป็นการสร้าง “Curated Community” หรือการคัดกรองเพื่อนบ้านที่มีรสนิยมและสถานะทางสังคมใกล้เคียงกัน ซึ่งมีมูลค่าสูงกว่าตัวเงินสำหรับลูกค้ากลุ่ม Wealth

4. สถาปัตยกรรมและประสบการณ์ เมื่อ ‘Physical’ สอดรับกับ ‘Mental Health’ ซึ่งการเลือก SCDA Architects สถาปนิกระดับโลกจากสิงคโปร์มาออกแบบ ได้สะท้อนถึงความเข้าใจในจิตวิทยาของผู้อยู่อาศัยยุคใหม่ ที่มีจุดเด่น ประกอบด้วย Biophilic Design การเน้นพื้นที่สีเขียวและการสอดประสานระหว่างภายในและภายนอกอาคาร ช่วยลดความเครียด (Cortisol) ซึ่งเป็นเป้าหมายแฝงของคลับนี้, Professional Standards สนามเทนนิสและพาเดลเทนนิสในร่มไม่ได้สร้างมาเพื่อความสวยงาม แต่สร้างตามมาตรฐานการแข่งขันระดับสากล เพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่ “จริงจัง” กับสุขภาพ (Performance-driven)

ถามว่า โอกาสทางธุรกิจของโครงการ Eden Country Club เป็นอย่างไร ?

ถ้าเปรียบเทียบง่าย ๆ คือ ให้แยกเป็น 4 ข้อใหญ่ ประกอบด้วย

Strengths โดยแบรนด์ Eden Estate มีความน่าเชื่อถือสูงในเรื่องคุณภาพและการออกแบบ Timeless Luxury ผสานกับวิสัยทัศน์ที่สดใหม่ของผู้นำรุ่นใหม่

Weaknesses การเป็นโครงการแบบ Standalone ที่ไม่ได้อยู่ในโครงการที่พักอาศัยของตนเอง อาจทำให้ความถี่ในการเข้าใช้ (Usage Frequency) ขึ้นอยู่กับระยะทางของบ้านสมาชิก

Opportunities การเติบโตของเทรนด์ “Wellness Tourism” และความต้องการพื้นที่พักผ่อนที่ปลอดภัยและเป็นส่วนตัวหลังยุคแพนเดมิก

Threats การแข่งขันจากโรงแรม 5 ดาวในเมืองที่เริ่มปรับปรุงคลับสมาชิกเพื่อดึงลูกค้ากลุ่มเดียวกัน

ว่ากันตามตรง โครงการ Eden Country Club คือกรณีศึกษาที่สำคัญของการปรับตัวในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ระดับลักชัวรี่ ที่จะรอวันพิสูจน์ให้เห็นว่า “ความหรูหรา” ในปี 2569 ไม่ใช่เพียงวัสดุราคาแพง แต่คือ “เวลาที่ได้อยู่กับครอบครัว” (Time with Loved Ones) และ “การเข้าถึงสังคมที่มีคุณภาพ” (Access to Quality Circle)

หากอีเดน เอสเตท สามารถสร้างระบบนิเวศนี้ให้สำเร็จตามเป้าหมายในปี 2571 โครงการนี้จะกลายเป็นต้นแบบ (Blueprint) ให้กับผู้พัฒนาอสังหาฯ รายอื่นว่า การขาย “บ้าน” เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป แต่ต้องขาย “ชีวิตที่ครบวงจร” (Full-life Integration) ที่ลดอุปสรรคในการเดินทางและเพิ่มคุณภาพความสัมพันธ์

และอสังหาริมทรัพย์ย่านบางนาจะขยับฐานะจาก “โซนที่อยู่อาศัย” สู่การเป็น “Lifestyle Destination” ที่ทรงพลังที่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นั่นเอง