ทำไมลูกไอถี่เวลาวิ่ง หรือเหนื่อยง่ายกว่าเด็กคนอื่นๆ? สัญญาณนี้คือ ภูมิแพ้ลงปอด! มาหยุด 6 พฤติกรรมของลูก ลดเสี่ยงภูมิแพ้เรื้อรัง

ลูกแค่เป็นภูมิแพ้…เดี๋ยวโตไปก็หายเอง” อาจเป็นความเข้าใจที่ผิดและแฝงไปด้วยอันตรายสำหรับลูกน้อย เพราะในทางการแพทย์ ทางเดินหายใจคือระบบที่เชื่อมถึงกัน ตั้งแต่จมูกไปจนถึงปอด โรงพยาบาลในเครือ PRINC Group ชวนคุณพ่อคุณแม่มาร่วมทำความเข้าใจว่า หากปล่อยให้จมูกอักเสบเรื้อรังจากภูมิแพ้ ก็ไม่ต่างจากการปล่อยให้ไฟลามเข้าสู่ตัวบ้านอย่าง “ปอด” โดยไม่รู้ตัว

Cute asian child girl sleeping and hugging her teddy bear in the bed

เพื่อให้ลูกน้อยเติบโตพร้อมปอดที่แข็งแรง นี่คือ 5 พฤติกรรมเสี่ยงที่กุมารแพทย์ด้านภูมิแพ้และระบบทางเดินหายใจอยากให้คุณ “หยุด” เพื่อปกป้องอนาคตลมหายใจของลูกรัก

ทำไมภูมิแพ้ ถึงลุกลามลงไปสู่ปอดได้?

พญ. ภิญญภา มุกด์จินดาภา กุมารแพทย์ โรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกัน ให้ข้อมูลว่าเด็กที่เป็นภูมิแพ้มักเริ่มจากอาการคัดจมูก จาม หรือมีน้ำมูก ซึ่งดูเหมือนไม่อันตราย แต่หากปล่อยให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง อาการจะลามลงสู่หลอดลมได้ โดยเฉพาะในปัจจุบันที่มีมลพิษ PM 2.5 สูง จะยิ่งทำให้ทางเดินหายใจถูกทำลายง่ายขึ้น คุณพ่อคุณแม่สังเกตสัญญาณเสี่ยงได้จากอาการ “ไอแห้ง ไอเรื้อรังเฉพาะตอนกลางคืน ตอนหัวเราะ หรือตอนออกกำลังกาย รวมถึงเริ่มหายใจมีเสียงวี้ด” ซึ่งแสดงว่าภูมิแพ้เริ่มส่งผลกระทบต่อปอดแล้ว การป้องกันที่ดีที่สุดคือการดูแลตั้งแต่วัยเด็ก หากพบอาการผิดปกติควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาต้นเหตุผ่านการทดสอบผิวหนัง (Skin Prick Test) หรือการเจาะเลือด (Specific IgE) เพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นได้ถูกต้อง รวมถึงการล้างจมูกและใช้ยาต่อเนื่องเพื่อลดการสะสมของสารก่อภูมิแพ้ ไม่เปิดโอกาสให้โรคภูมิแพ้ลุกลามจนกลายเป็นเรื่องใหญ่ในอนาคต

Asian baby girl and mom reading book resting on soda in home. Family concept baby reading book.

6 พฤติกรรมใกล้ตัวที่อาจทำร้ายปอดลูกได้โดยไม่รู้ตัว

  1. ละเลยการ “ล้างจมูก” และกำจัดน้ำมูก: การไม่กำจัดน้ำมูกทำให้เชื้อโรคและสารก่อภูมิแพ้หมักหมม และมีโอกาสไหลลงสู่ทางเดินหายใจส่วนล่าง จนนำไปสู่ไซนัสอักเสบ หลอดลมอักเสบ หรือปอดอักเสบได้ง่ายขึ้น
  2. ไม่ปรับสภาพแวดล้อม: การทนอยู่กับ “สารก่อภูมิแพ้” เช่น ไรฝุ่นหรือสัตว์เลี้ยง จะทำให้การอักเสบสะสมและเพิ่มระดับความรุนแรง จากภูมิแพ้จมูกอาจกลายเป็นโรคหอบหืดในที่สุด
  3. คลุกคลีกับ “ผ้าเน่า” หรือตุ๊กตาที่ไม่เคยซัก: ของรักที่เป็นแหล่งสะสมไรฝุ่นและเชื้อราชั้นดี หากไม่หมั่นซักด้วยน้ำร้อน ลูกจะสูดเอาสารก่อภูมิแพ้เข้าปอดโดยตรงทุกครั้งที่หลับ
  4. ซื้อยากินเอง หรือหยุดยาเมื่อ “ดูเหมือน” หาย: การหยุดยาเองอาจทำให้การอักเสบใต้เยื่อบุไม่หายสนิท เสี่ยงต่อภาวะผนังหลอดลมหนาตัวจนสมรรถภาพปอดลดลงในระยะยาว
  5. ใช้ชีวิตท่ามกลางมลพิษ: ทั้งฝุ่น PM 2.5 และควันบุหรี่มือสาม (สารพิษตกค้างบนเสื้อผ้าและผิวหนัง) คือตัวกระตุ้นสำคัญที่ทำให้เด็กเกิดอาการไอและหลอดลมตีบแคบเฉียบพลัน
  6. การพักผ่อนไม่เพียงพอ: การนอนดึกส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ร่างกายหลั่งสารอักเสบง่ายขึ้นและตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้รุนแรงกว่าปกติ จนเกิดอาการไอเรื้อรังไม่หายขาด

ผลกระทบที่มองไม่เห็น แต่ส่งผลยาวนาน

หลายครั้งที่คุณพ่อคุณแม่เริ่มชินกับอาการ “ไอ” ของลูก จนคิดว่าเป็นเรื่องปกติของเด็กที่เป็นภูมิแพ้ แต่ในมุมมองของ พญ. อภิญญา พลามิตร กุมารแพทย์โรคระบบการหายใจ โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ ย้ำว่า อาการไอถี่ขึ้นเวลาวิ่งเล่นหรือเหนื่อยง่ายกว่าเพื่อน คือสัญญาณเตือนว่าโครงสร้างทางเดินหายใจเริ่มเปลี่ยนแปลง หากไม่รักษาอย่างถูกต้อง ผนังหลอดลมจะหนาตัวและยืดหยุ่นน้อยลง และจะส่งผลเสียต่อปอดอย่างถาวรเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ การดูแลปอดตั้งแต่วันนี้จึงไม่ใช่แค่การรักษาโรค แต่คือการวางรากฐานให้ลูกเติบโตอย่างแข็งแรง มีสุขภาพปอดที่ดี พร้อมออกไปใช้ชีวิตและทำกิจกรรมตามวัยได้อย่างเต็มศักยภาพในอนาคต

 

ปกป้องปอดลูกวันนี้: ล้างจมูกสม่ำเสมอ ออกกำลังกาย และใช้ยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดตามได้ทางเว็บไซต์ www.princgroup.com