อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ผนึกพลัง ขับเคลื่อน “สระบุรีแซนด์บ็อกซ์” พลิกเมืองอุตสาหกรรม สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำที่ ‘กินได้’

สมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย (TCMA) ผนึกกำลังจังหวัดสระบุรี หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เดินหน้าขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำแห่งแรกของประเทศไทย ภายใต้แนวคิด “สระบุรีแซนด์บ็อกซ์ กินได้” เปิดพื้นที่สู่ตลาดคาร์บอนในระดับจังหวัด ตอกย้ำมุมมองใหม่ ‘การลดคาร์บอนไม่ใช่ภาระ แต่เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ’ พร้อมสนับสนุนเป้าหมายประเทศไทยสู่ Net Zero ภายในปี 2593

ดร.ชนะ ภูมี นายกสมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย (TCMA) เปิดเผยว่า “สระบุรีแซนด์บ็อกซ์” เป็นโครงการต้นแบบเมืองคาร์บอนต่ำแห่งแรกของไทย ที่เริ่มต้นจากความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ภายใต้แนวคิด Public–Private–People Partnership (PPP) ตั้งแต่ปี 2566 และสามารถต่อยอดสู่ผลลัพธ์เชิงรูปธรรมในหลายมิติ ทั้งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและยั่งยืน การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสีเขียวและผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การจัดการของเสียให้เกิดมูลค่า การส่งเสริมเกษตรคาร์บอนต่ำ ตลอดจนการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในจังหวัดสระบุรี

จากการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม โครงการได้รับการยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ ส่งผลให้ในปีนี้ “สระบุรีแซนด์บ็อกซ์” ก้าวสู่อีกหมุดหมายสำคัญ จากเมืองต้นแบบคาร์บอนต่ำ สู่บทบาทใหม่ในฐานะ ‘ตลาดคาร์บอนที่กินได้’ กลไกเศรษฐกิจที่เปิดโอกาสให้การลดก๊าซเรือนกระจกสามารถต่อยอดเป็นคาร์บอนเครดิต สร้างรายได้ให้กับชุมชน ภาคอุตสาหกรรม และประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

Net Zero “กินได้” นำร่องที่ จ.สระบุรี

ดร.ชนะ กล่าวว่า สระบุรีแซนด์บ็อกซ์ คือ การแปลงนโยบาย Net Zero จากระดับประเทศ สู่การปฏิบัติจริงในระดับพื้นที่ โดยนำการลดก๊าซเรือนกระจกมาเป็นกลไกการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ไม่ใช่ข้อจำกัดของการเติบโต

แนวคิด Net Zero “กินได้” คือ การทำให้การลดคาร์บอนสร้างมูลค่าได้จริง ทั้งในรูปของรายได้การจ้างงาน และการยกระดับเศรษฐกิจท้องถิ่น ผ่านกลไกตลาดคาร์บอน นับเป็นแนวทางการพัฒนาที่ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างรอบด้าน ครอบคลุมมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมทำหน้าที่เป็นต้นแบบสำคัญในการขยายผลสู่ระดับประเทศ และสนับสนุนการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทยในเวทีเศรษฐกิจโลกอย่างยั่งยืน

ภายใต้แนวคิดดังกล่าว สระบุรีแซนด์บ็อกซ์ได้ขับเคลื่อนโครงการในหลายมิติ ทั้งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด การพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียว การจัดการของเสียให้เกิดมูลค่า การส่งเสริมเกษตรคาร์บอนต่ำ และการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในจังหวัด ส่งผลให้เกิดประโยชน์เชิงพื้นที่อย่างชัดเจน ทั้งการลดคาร์บอนควบคู่ การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน การสร้างงานใหม่ การยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาอุตสาหกรรมให้สามารถอยู่ร่วมกับภาคเกษตร ชุมชน และทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างสมดุล

ดร.ชนะ กล่าวเพิ่มเติมว่า “การพัฒนาตลาดคาร์บอนในระดับพื้นที่จะช่วยเชื่อมโยงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเข้ากับห่วงโซ่เศรษฐกิจจริง ทำให้ชุมชนและผู้ประกอบการมีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์โดยตรง เมื่อการลดคาร์บอนกลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ ทุกภาคส่วนจะมีแรงจูงใจในการขับเคลื่อน Net Zero อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน”

PPP กลไกขับเคลื่อนที่ยั่งยืน

นายบัญชา เชาวรินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี กล่าวว่า ความสำเร็จของสระบุรีแซนด์บ็อกซ์เกิดจากการบูรณาพัฒน์ความร่วมมืออย่างยั่งยืนจากทุกภาคส่วน เพื่อมุ่งสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชน ภายใต้หลักการ “คนสระบุรีไม่ทอดทิ้งกัน”

สระบุรีแซนด์บ็อกซ์สะท้อนวิธีคิดและวิธีทำงานใหม่ของจังหวัด ที่เปิดพื้นที่ให้ภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และภาคประชาชน มีส่วนร่วมในการออกแบบและขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อสร้างการพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน

ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรีเน้นว่า การขับเคลื่อน Net Zero ในระดับพื้นที่ต้องดำเนินควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยจังหวัดมุ่งเชื่อมโยงการดูแลสิ่งแวดล้อมเข้ากับการสร้างรายได้ การจ้างงาน และการพัฒนาชุมชน เพื่อให้ประชาชนเห็นประโยชน์ที่เกิดขึ้นจริง และมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในกระบวนการเปลี่ยนผ่าน

ในระยะต่อไป จังหวัดสระบุรีจะยกระดับสระบุรีแซนด์บ็อกซ์จากโครงการนำร่อง สู่กลไกหลักของการพัฒนาเชิงพื้นที่ในระยะยาว ผ่านการสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างครบวงจร ตั้งแต่การบริหารจัดการทรัพยากร การจัดการขยะและอาหารส่วนเกิน การพัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิต ไปจนถึงการผลักดันสระบุรีสู่การเป็นจังหวัด Net Zero ที่สามารถขยายผลได้ในระดับประเทศ

“สระบุรีแซนด์บ็อกซ์ กินได้” คือภาพสะท้อนของความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างจังหวัดสระบุรี ภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และภาคประชาสังคม ในการผสานการพัฒนาพื้นที่เข้ากับนโยบาย Net Zero และกลไกเศรษฐกิจในระดับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม การขับเคลื่อนเมืองคาร์บอนต่ำผ่านกลไกที่จับต้องได้ ทำให้การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่เพียงตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม หากยังสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และเสริมสร้างขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ  โมเดลนี้จึงมิได้เป็นเพียงต้นแบบการพัฒนาระดับพื้นที่ แต่ยังชี้ทิศทางใหม่ของการพัฒนาไทย ที่ทำให้เป้าหมาย Net Zero กลายเป็นโอกาสที่ “กินได้” และเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว