The Success Story of The Month By ‘Business Plus’ ฉบับเดือนมกราคม 2569 จะพาผู้อ่านมาพบกับบทสัมภาษณ์สุดพิเศษจากสองผู้บริหารหญิงจาก บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) (BKI) อย่าง คุณลสา โสภณพนิช ทายาทรุ่นที่ 3 ในตำแหน่งผู้อำนวยการใหญ่ ผนึกกำลังอย่างลงตัวกับคุณปวีณา จูชวน ผู้อำนวยการใหญ่ ถึงการนำพากรุงเทพประกันภัยให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดและมั่นคง ภายใต้กลยุทธ์ ปี 2569 “Year of Fast and Flexible Mindset”
ในโลกธุรกิจประกันวินาศภัยที่เต็มไปด้วยความผันผวนของภัยพิบัติและคลื่นนวัตกรรมดิจิทัล การดำรงอยู่และการเติบโตอย่างมั่นคงของบริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) (BKI) แม้จะถูกวางรากฐานมาเป็นอย่างดี แต่ก็ต้องยอมรับว่า ธุรกิจประกันวินาศภัยในยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านนี้ ไม่ได้วัดกันที่ความเก่าแก่ หรือความสำเร็จในอดีตอีกต่อไป
ด้วยวิสัยทัศน์อันก้าวไกลของคุณชิน โสภณพนิช ผู้ก่อตั้งบริษัทฯ ที่เล็งเห็นโอกาสทางธุรกิจและการเติบโตในระยะยาว ผสานกับการบริหารงานของคุณชัย โสภณพนิช ประธานกรรมการ ผู้วางรากฐานอันแข็งแกร่งและต่อยอดความสำเร็จได้อย่างต่อเนื่อง จนกรุงเทพประกันภัยได้รับความไว้วางใจจากคนไทยมาอย่างยาวนานกว่า 78 ปี พร้อมผลักดันการก้าวสู่บทใหม่ครั้งสำคัญขององค์กร ด้วยการส่งไม้ต่อสู่ทายาทรุ่นที่ 3 อย่าง คุณลสา โสภณพนิช ที่เข้ามาร่วมขับเคลื่อนองค์กรในตำแหน่งผู้อำนวยการใหญ่ โดยผนึกกำลังอย่างลงตัวกับคุณปวีณา จูชวน ผู้อำนวยการใหญ่ ผู้เปี่ยมด้วยประสบการณ์เชิงลึก
ต้องยอมรับว่า บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) (BKI) วางตัวสองผู้บริหารหญิง ในฐานะผู้นำองค์กร เป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด ภายใต้การบริหารคู่ที่ทรงพลัง นั่นหมายความว่า องค์กรเก่าแก่แห่งนี้กำลังจะถูกขับเคลื่อนด้วยความสมดุลอย่างลงตัวระหว่าง “วิสัยทัศน์แห่งอนาคต” ร่วมกับ “กลยุทธ์เชิงลึก” สำหรับการเปลี่ยนแปลงด้วยแนวคิดที่รวดเร็วและยืดหยุ่น
บทความนี้เราจะเจาะลึกถึงกลไกการบริหารที่ผสานรากเหง้าของตระกูล เข้ากับความเชี่ยวชาญระดับมืออาชีพ เพื่อนำพากรุงเทพประกันภัยให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดและมั่นคง ท่ามกลางคลื่นความท้าทายทั้งด้านเทคโนโลยีและความผันผวนของโลก เพื่อนำ BKI ทะยานสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนและแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิมในทุกมิติ

ยุคใหม่ “BKI” กับความคล่องตัวแบบคนรุ่นใหม่
ความสำเร็จของกรุงเทพประกันภัยตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา หยั่งรากลึกจากวิสัยทัศน์ที่มุ่งเน้นความมั่นคงทางการเงินและความน่าเชื่อถือ โดยมี คุณชัย โสภณพนิช ประธานกรรมการ เป็นเสาหลักในการกำกับดูแลและสร้างรากฐานทางธุรกิจ โดยการดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดของท่าน ไม่ได้มีเพียงบทบาทในการดูแลภาพรวมเชิงกลยุทธ์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเป็นผู้รักษาและส่งต่อค่านิยมหลักขององค์กรที่เน้นย้ำเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตและความรับผิดชอบต่อผู้เอาประกันภัยเสมอมา
อย่างไรก็ตาม ในบริบทของการเปลี่ยนผ่านยุคสมัย บทบาทของคุณชัยได้ปรับเปลี่ยนไปสู่การเป็นผู้สนับสนุนและผู้ให้คำปรึกษาเชิงยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการส่งมอบอำนาจการบริหารงานในระดับปฏิบัติการสู่ทายาทรุ่นที่ 3 อย่างคุณลสา โสภณพนิช ในฐานะผู้อำนวยการใหญ่ โดยการเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ได้หมายถึงการถอยออก แต่คือการจัดวางผู้เล่นที่เหมาะสมในตำแหน่งที่ถูกต้อง เพื่อให้องค์กรสามารถปรับตัวเข้ากับคลื่นความเปลี่ยนแปลงได้อย่างคล่องตัว ซึ่งสะท้อนถึงมุมมองของท่านว่า การเติบโตในอนาคตจำเป็นต้องอาศัยพลังและมุมมองใหม่ ๆ ที่มีความเข้าใจในนวัตกรรมเป็นอย่างดี
ดังนั้น การก้าวเข้ามาของคุณลสา โสภณพนิช ในฐานะทายาทรุ่นที่ 3 และเป็นผู้บริหารระดับสูงในตำแหน่งผู้อำนวยการใหญ่ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่กำหนดทิศทางของกรุงเทพประกันภัยในยุคดิจิทัล ซึ่งบทบาทของคุณลสามุ่งเน้นไปที่การเชื่อมโยงมรดกอันแข็งแกร่งขององค์กรเข้ากับความต้องการของตลาดในศตวรรษที่ 21
บทบาทการบริหารงานภายใต้การดูแลของคุณลสา จะไม่ใช่เพียงแค่การนำเทคโนโลยีมาใช้ แต่คือการสร้างสรรค์ประสบการณ์ใหม่ให้แก่ลูกค้า และปรับโครงสร้างการทำงานภายในให้คล่องตัว (Agile) มากขึ้น โดยเธอให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ เช่น ประกันภัยที่เน้นความยืดหยุ่น การเข้าถึงข้อมูลกรมธรรม์ได้ง่ายผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล และการใช้ข้อมูล (Data Analytics) เพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมและความเสี่ยงของลูกค้าได้แม่นยำยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ การเป็นผู้นำรุ่นใหม่ทำให้คุณลสาสามารถเข้าถึงและเข้าใจความต้องการของกลุ่มลูกค้าใหม่และพนักงานรุ่นใหม่ได้ดียิ่งขึ้น และการขับเคลื่อนให้ BKI เปิดรับนวัตกรรมและเทคโนโลยีอย่าง InsurTech ต่าง ๆ จึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว โดยมุ่งมั่นที่จะขยายส่วนแบ่งการตลาดและสร้างภาพลักษณ์องค์กรที่ทันสมัย ควบคู่ไปกับการส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่เน้นความรวดเร็วและมีความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นการสร้างสมดุลระหว่างความเก่าแก่และความร่วมสมัยของแบรนด์ BKI อย่างแท้จริง
ทั้งนี้ คุณลสาได้ฉายภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นไว้อย่างน่าสนใจว่า “ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจทั้งในระดับโลกและประเทศไทยอยู่ในสภาวะที่เปราะบางมาก ประกอบกับไทยยังเผชิญกับปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ปัจจัยเหล่านี้ได้ ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อ ผนวกกับการเกิดเหตุการณ์ภัยธรรมชาติที่ไม่คาดฝันในปี 2568 ได้แก่ แผ่นดินไหว และอุทกภัยครั้งใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งส่งผลต่อพอร์ตโฟลิโอประกันภัยรถยนต์และประกันภัยทรัพย์สิน อย่างไรก็ดี ภายใต้บริบทดังกล่าว บริษัทฯ ยังคงสามารถสร้างผลประกอบการที่ดี โดยคาดว่าจะมีเบี้ยประกันภัยรับรวม ประมาณ 32,000 ล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับปีก่อน ถือเป็นความสำเร็จเชิงกลยุทธ์ที่สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของฐานลูกค้าและความเชื่อมั่นในแบรนด์กรุงเทพประกันภัยได้เป็นอย่างดี
เพราะเมื่อมองจากภาพรวมของอุตสาหกรรมจะพบว่า การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง และนโยบายของเราที่วางไว้อย่างเคร่งครัดคือ เราจะไม่ลงไปเล่นในสงครามราคา (Price War) แต่เราจะมุ่งเน้นการต่อยอดและพัฒนาการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทุกกิจกรรมในห่วงโซ่คุณค่า ที่จะส่งมอบให้แก่ลูกค้า คู่ค้า และผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม รวมถึงสังคมและสิ่งแวดล้อมให้ได้รับผลกระทบเชิงบวกจากกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และกิจกรรมทางธุรกิจต่าง ๆ โดยนอกเหนือจากการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ประกันภัยและการบริการที่เหนือความคาดหวัง ซึ่งส่งผลให้บริษัทฯ สามารถรักษาความเป็นผู้นำในธุรกิจประกันวินาศภัยแล้ว ยังช่วยสร้างความยั่งยืนให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียของบริษัทฯ ตลอดจนสังคมและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน”

ปี 2569 ก้าวสู่ยุคใหม่ด้วย “Fast & Flexible Mindset”
ปัจจัยความสำเร็จที่ทำให้บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) สามารถฝ่าฟันอุปสรรคจากการแข่งขันที่รุนแรง จนบริษัทฯ สามารถมีผลการดำเนินงานที่น่าพอใจ คุณลสาบอกว่า เกิดจากการปลูกฝัง Mindset แก่บุคลากรให้เรียนรู้จากวิกฤต เพื่อให้เกิดการพัฒนาและปรับตัวให้ดียิ่งขึ้น รวมถึงสร้างจิตสำนึกแห่งความมุ่งมั่น ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค และปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว ทำให้องค์กรกลับไปสู่จุดที่แข็งแกร่งและมั่นคงยิ่งกว่าเดิมในทุกมิติ ดังนั้น แผนธุรกิจในปี 2569 จึงจะเป็นปีแห่งการ “รุกด้วยความรวดเร็วและปรับตัวด้วยความยืดหยุ่น หรือ Year of Fast and Flexible Mindset” ซึ่งถือเป็นอีกครั้งของการพลิกโฉมกรุงเทพประกันภัยอย่างมีนัยสำคัญ
“ปี 2569 เรามองภาพรวมของอุตสาหกรรมประกันภัยว่าจะยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจมหภาคที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวจะผลักดันให้ กลยุทธ์ ‘ราคา’ กลายเป็นปัจจัยชี้ขาดในการตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ประกันภัย และจะส่งผลให้แนวโน้มการแข่งขันด้านราคาทวีความรุนแรงต่อเนื่อง
นอกเหนือจากปัญหาด้านกำลังซื้อแล้ว ตลาดประกันภัยยังได้รับแรงกดดันจากสภาวะ ‘Soft Market’ ในตลาดประกันภัยเพิ่มเติม หมายความว่า เมื่อเม็ดเงินลงทุนไหลเข้ามาจำนวนมาก ทำให้เกิดช่องว่างที่เอื้อให้สามารถลดราคาเบี้ยประกันภัยให้แก่ลูกค้าโดยตรงได้ ซึ่งยิ่งโหมกระพือการแข่งขันด้านราคาให้ดุเดือดยิ่งขึ้น
อีกทั้งยังมีความไม่แน่นอนจากปัจจัยทางการเมืองที่ต้องจับตามอง โดยเฉพาะการเลือกตั้งใหม่ แน่นอนว่าจะส่งผลต่อนโยบายและแนวโน้มของธุรกิจประกันภัยโดยรวม รวมถึงทิศทางจากสภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนอย่างหนักในตลาดโลก ซึ่งหากประเมินในทุก ๆ Scenario แล้ว เราพบว่า หากเราต้องการก้าวนำในทุก ๆ มิติ เราต้องคิดและดำเนินการให้ไกลกว่านั้น
ดังนั้น กรุงเทพประกันภัยจึงวางทิศทางกลยุทธ์ในปี 2569 คือ ‘Year of Fast & Flexible Mindset’ ซึ่งเป็นการต่อยอดจากแนวคิด ‘Distinguished Excellence’ หรือความเป็นเลิศที่แตกต่าง ที่ BKI ใช้เป็นแผนขับเคลื่อนองค์กรในปี 2568 โดยหัวใจสำคัญ คือการสร้าง ‘วัฒนธรรมองค์กรใหม่’ ที่มุ่งเน้นความรวดเร็ว คล่องตัว และความยืดหยุ่นในการปรับตัว”
“พนักงานทุกคนต้องมีความพร้อมที่จะให้บริการลูกค้าและคู่ค้าอย่างรวดเร็วทันใจ (Fast) และต้องมีความยืดหยุ่น (Flexible) ในการปรับตัวให้เข้ากับบริบทปัจจุบัน เพราะสถานการณ์เปลี่ยนได้ทุกเมื่อ ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องภายในประเทศและต่างประเทศ ดังนั้นเราต้องมีความยืดหยุ่นที่จะสามารถปรับตามสถานการณ์ได้ทุกขณะ ที่สำคัญต้องมาพร้อมกับการยึดมั่นในวินัย (Discipline) อันเป็นรากฐานขององค์กรอย่างไม่สั่นคลอน”
คุณลสาขยายความว่า ในโลกที่ความแน่นอนไม่มีอยู่จริงอีกต่อไป ความเป็นเลิศจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากขาดความรวดเร็วและความยืดหยุ่นในการปรับตัว เราต้องสร้างวัฒนธรรมองค์กรใหม่ ที่พนักงานทุกคนพร้อมที่จะเป็นหน่วยเคลื่อนที่เร็วและสามารถปรับตัวได้ทุกเมื่อตามบริบทที่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยทางเศรษฐกิจภายในประเทศหรือสถานการณ์ระหว่างประเทศ และเพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์นี้ กรุงเทพประกันภัยได้กำหนดเสาหลักเชิงกลยุทธ์ (3 Pillars) ที่มุ่งเน้นการปฏิรูปในทุกระดับ ประกอบด้วย
- การเปลี่ยนเป็นองค์กรเชิงรุก (Proactive Mindset) ปรับเปลี่ยนจากการตั้งรับสู่การรุกเข้าหาลูกค้า ด้วยการนำเสนอทางออกและบริการที่เหนือความคาดหมาย ก่อนที่ความเสี่ยงหรือปัญหาจะเกิดขึ้น
- ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง (Customer Centric) ทุกการตัดสินใจต้องตั้งอยู่บนแนวคิด “ใจเขาใจเรา” เพื่อให้แน่ใจว่าทุกผลิตภัณฑ์และบริการ จะสามารถตอบสนองความต้องการและสร้างความเชื่อมั่นสูงสุดให้แก่ลูกค้า
- สร้างประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยี (Efficiency with IT & AI) ใช้พลังของเทคโนโลยีสารสนเทศและปัญญาประดิษฐ์ ในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดภาระงานที่ซ้ำซ้อน และเสริมศักยภาพให้บุคลากรสามารถทุ่มเทให้กับงานที่ต้องใช้ทักษะเชิงวิเคราะห์และการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า
ปรัชญาจากพ่อ สู่การปฏิบัติในยุคดิจิทัล “ใจเขาใจเรา” สู่ Digital Empathy
“ใจเขาใจเรา เป็นคำสอนของคุณพ่อ (คุณชัย โสภณพนิช) ที่เราได้ยินมาตั้งแต่เด็ก ๆ และเราก็รู้สึกว่าเป็นสิ่งสำคัญมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำงานหรือชีวิตส่วนตัว ซึ่งการที่เรายึดถือคตินี้ไว้เป็นแนวทางการทำงานหรือการดำเนินชีวิตประจำวันนั้น ทำให้ระลึกเสมอว่า เราจะเข้าใจผู้อื่นให้มากขึ้นและจะไม่เอาเปรียบใคร” คุณลสากล่าวถึงหลักการบริหารที่ได้รับถ่ายทอดมาจากคุณพ่อไว้อย่างน่าสนใจ พร้อมเสริมว่า
จากปรัชญา “ใจเขาใจเรา” ที่เป็นคำสอนของคุณพ่อ ตนเองนำมาประยุกต์ใช้ในยุคดิจิทัล โดยการเข้าใจลูกค้า ไม่ได้หมายถึงเพียงการให้บริการด้วยรอยยิ้มเท่านั้น แต่คือการใช้ Data & Technology มาพยากรณ์ความต้องการและแก้ไขปัญหาให้ลูกค้าล่วงหน้า ซึ่งปรัชญาการขับเคลื่อนธุรกิจของกรุงเทพประกันภัย จะไม่หยุดอยู่แค่การรักษามาตรฐานเดิม แต่จะเป็นการนำ “Empathy” หรือความเข้าใจผู้อื่นดังกล่าว มาปรับใช้ในมิติของการสร้างวัฒนธรรมองค์กรใหม่ รวมไปถึงด้านการบริการของพนักงาน เพื่อเสิร์ฟความต้องการลูกค้าด้วย

สร้างประสบการณ์ Personalized เจาะใจคนรุ่นใหม่ด้วยดิจิทัล
อีกการขับเคลื่อนเชิงรุกในปีนี้ และถือเป็นไฮไลต์สำคัญ ได้แก่ การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยในส่วนของ Process Improvement เพื่อลดงานที่ซ้ำซ้อน และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน เพื่อให้ “คนที่มีคุณภาพ” ของ BKI สามารถใช้เวลาไปกับการสร้างความเชื่อมั่น และมอบบริการที่เหนือความคาดหมายให้แก่ลูกค้าได้มากขึ้น
อีกหนึ่งก้าวสำคัญคือ การปรับปรุงระบบดิจิทัล เพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z และกลุ่ม Millennials ที่ให้ความสำคัญกับ “ความรวดเร็ว” เป็นอันดับแรก โดยกลยุทธ์ดิจิทัลของบริษัทฯ จะมุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์แบบ “Personalized” หรือการบริการที่รู้ใจเฉพาะบุคคล โดยมีแผนที่จะเปิดตัวเว็บไซต์ bangkokinsurance.com โฉมใหม่ ภายในปี 2569 และคาดว่าจะมีการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมและความต้องการของผู้ใช้งาน เพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่ตรงใจที่สุด
นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาแอปพลิเคชันให้สามารถทำธุรกรรมทุกอย่างได้ง่ายขึ้น รวมถึงการยกระดับบริการผ่าน LINE Official ให้สามารถติดต่อได้ตลอด 24 ชั่วโมง รองรับทั้งการแจ้งเหตุฉุกเฉิน แจ้งเคลม และการซื้อกรมธรรม์ เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการความสะดวก รวดเร็ว และสามารถสื่อสารได้ทันทีผ่าน Live Chat
คุณลสาเน้นย้ำว่า สิ่งที่ตนเองกล่าวมาทั้งหมดจะไม่เกิดขึ้น และไม่สร้าง Impact เลย หากฟันเฟืองหลักอย่าง “พนักงาน” ไม่ได้มองไปยังเป้าหมายเดียวกัน ดังนั้น การสร้าง Fast & Flexible Mindset จึงต้องเริ่มต้นที่การพัฒนาทักษะ ทั้งแบบ Upskill และ Reskill ผ่าน BKI Academy
“เราอยากเห็นพนักงานมีความเป็นนักสู้และมีแรงผลักดัน มี Passion ในการทำงาน เราต้องเปลี่ยนบทบาทจากการขายผลิตภัณฑ์ มาเป็นการส่งมอบโซลูชัน (Solution Provider) ให้แก่ลูกค้าเสมอ แน่นอนว่าการพัฒนาบุคลากร คือหัวใจหลักที่จะทำให้องค์กรเติบโตอย่างยั่งยืน แต่ความท้าทายคือการรวมพลังนั้นให้เกิดเป็น Action ให้ได้” คุณลสาย้ำพร้อมกับบอกว่า
เป้าหมายของ BKI ไม่ใช่แค่การมีพนักงานที่ทำงานเก่ง แต่ต้องเป็นพนักงานที่มีความสุขและมีความก้าวหน้าในชีวิต เพื่อให้พวกเขาสามารถส่งต่อความใส่ใจไปยังลูกค้าได้อย่างเต็มที่ ซึ่งในฐานะคนที่กำลังก้าวสู่การเป็นผู้นำองค์กรรุ่นใหม่ เธอเชื่อว่า ผู้นำยุคใหม่ไม่จำเป็นต้องเก่งที่สุดในทุกเรื่อง แต่ต้องเป็นคนที่เปิดใจรับฟัง และสร้าง “Safe Zone” ให้พนักงานให้กล้าคิด และสนุกกับการเรียนรู้ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของวัฒนธรรมองค์กรยุคใหม่ ที่เน้นความโปร่งใสและเป็นธรรม
จากข้อมูลทั้งหมดที่คุณลสา โสภณพนิช เปิดเผยกับ Business Plus ถึงทิศทางกลยุทธ์ปี 2569 เพื่อก้าวต่อไปของ BKI นั้น เราถามเธอว่า BKI จะก้าวผ่าน Perfect Storm ของธุรกิจนี้อย่างไร
เธอเล่าให้ฟังอย่างน่าสนใจว่า BKI ได้ติดตั้ง 4 เครื่องยนต์อัจฉริยะ เพื่อทะยานฝ่า Perfect Storm ในหลาย ๆ มิติ ประกอบด้วย
- AI-Driven Organization เทคโนโลยีที่เป็นมากกว่าเครื่องมือ โดย BKI กำลังเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์อย่างเต็มรูปแบบ ตั้งแต่หลังบ้านจนถึงหน้าบ้าน ประกอบด้วย การวางแนวทางให้พนักงานนำ AI มาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลและคัดกรองความเสี่ยงในการรับประกันภัย ทำให้พิจารณารับประกันได้แม่นยำและยืดหยุ่นยิ่งขึ้น หากพอร์ตโฟลิโอส่วนใดเริ่มแสดงสัญญาณไม่ดี AI จะช่วยให้บริษัทฯ ปรับตัวได้อย่างทันท่วงที ไม่ยึดติดกับกรอบเดิม ๆ
หรือการนำ AI Assistant & Microsoft Copilot มาส่งเสริมให้พนักงานใช้เป็นผู้ช่วยส่วนตัวในการหาข้อมูลจากคลังความรู้ (Knowledge Base) เพื่อตอบคำถามคู่ค้าและโบรกเกอร์ได้อย่างรวดเร็ว โดยดำเนินการภายใต้ระบบปิด (Closed System) เพื่อความปลอดภัยทางไซเบอร์สูงสุด
ปิดท้ายที่การวาง Paperless & Automation เพื่อลดขั้นตอนการคีย์ข้อมูลและกระบวนการที่ใช้กระดาษ เพื่อความรวดเร็วในบริการสินไหมและการพิจารณากรมธรรม์ โดยเครื่องยนต์นี้ไม่ใช่เพียงแค่เทคโนโลยีหรือนวัตกรรมยุคใหม่ แต่คือการหลอมรวมเอา Artificial Intelligence (AI) และระบบไอทีล้ำสมัยเข้ามาเป็น “หัวใจขับเคลื่อน” ควบคู่ไปกับการเตรียมความพร้อมของ “ลูกเรือ” ให้มีความคล่องตัวสูงภายใต้แนวคิด “Fast & Flexible” เพื่อให้เรือลำนี้ไม่เพียงแต่จะผ่านพ้นมรสุมไปได้ แต่ยังสามารถปรับทิศทางเพื่อเข้าถึงฝั่ง และรองรับความต้องการของลูกค้าได้อย่างแม่นยำ รวดเร็ว และเหนือกว่าใครในอุตสาหกรรม
- Hyper-Personalization ปรับเพื่อเข้าถึงกลุ่ม Gen Z และ Millennials เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ต้องการความเร็วและ “ตัวตน” (Identity) กรุงเทพประกันภัยจึงปรับทิศทางการสื่อสารและแพลตฟอร์มใหม่ เพื่อเข้าถึงลูกค้ากลุ่มนี้ ผ่านช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นมิติในเรื่อง Personalized Website เว็บไซต์โฉมใหม่ที่จะแสดงเนื้อหาตามพฤติกรรมรายบุคคล โดยใช้ AI จับความต้องการของผู้เข้าชม
หรือการพัฒนาแอปพลิเคชัน Bangkok Insurance มาให้บริการที่หลากหลาย ทั้งแจ้งเคลม ต่ออายุ พร้อมชำระเบี้ยประกันภัย อีกทั้งยังยกระดับ LINE Official ให้เป็นช่องทางการสื่อสารที่เข้าถึงได้ทุกที่ ทุกเวลา เนื่องจากกลุ่มคนรุ่นใหม่นิยมการสื่อสารผ่านตัวอักษรมากกว่าการโทรศัพท์
- Segmented Growth เจาะตลาดกำไรและตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche) โดยในภาวะที่การเติบโตของธุรกิจประกันภัยในภาพรวมทำได้ยาก BKI เลือกเดินเกมในเซกเมนต์ที่มีศักยภาพสูง เช่น Motor 2+ Super Special ซึ่งเน้นการทำโพรโมชันในกลุ่มประกันรถยนต์ประเภท 2+ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ทำกำไรได้ดีและตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการควบคุมค่าใช้จ่าย
Specialty Insurance ตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาด Cyber Insurance และ Liability Insurance ซึ่ง BKI ครองส่วนแบ่งการตลาดอันดับหนึ่งด้วยฐานความรู้ที่เข้มแข็ง รวมถึงกลุ่มลูกค้า Lifestyle & Aging Society พัฒนาผลิตภัณฑ์ Micro Insurance สำหรับกลุ่มไรเดอร์ (Rider) และประกันภัยสำหรับสังคมสูงวัย เช่น ค่าชดเชยผู้ดูแลผู้ป่วย (Caregiver) รวมถึงประกันภัยสัตว์เลี้ยง (Pet Insurance) ที่คุ้มครองครอบคลุมไปถึงการเดินทางต่างประเทศ
- EV Ecosystem บริหารจัดการความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ โดยแม้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) จะมีการเติบโตสูงจากการเข้ามาของแบรนด์จีน แต่ Loss Ratio ที่สูงยังเป็นโจทย์ใหญ่ BKI จึงมุ่งเน้นการสร้าง Ecosystem ร่วมกับพันธมิตร เพื่อบริหารจัดการเครือข่ายศูนย์ซ่อมและอะไหล่ให้มีประสิทธิภาพ เพื่อควบคุมต้นทุนและสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าในระยะยาว
และเมื่อให้เอ่ยถึงบทสรุปภาพรวมท้ายสุดของกรุงเทพประกันภัย ในปี 2569 คุณลสาได้เปรียบเทียบไว้อย่างเห็นภาพชัดเจนที่สุดว่า
“ปีนี้กรุงเทพประกันภัย จะไม่ใช่แค่บริษัทประกันภัยที่รับประกันความเสี่ยงแบบเดิม ๆ อีกต่อไป แต่ Positioning ใหม่ของเรา คือ องค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ด้วยหัวใจที่พร้อมจะปรับเปลี่ยนทุกความท้าทายให้เป็นโอกาส นั่นเพราะมีรากฐานที่มั่นคงแข็งแกร่งเป็นทุนเดิม ผสานกับการติดอาวุธทางกลยุทธ์ชุดใหม่ที่เสริมความคล่องตัวให้แก่องค์กรอย่างครบวงจร จากวันนี้ กรุงเทพประกันภัย จะมีความพร้อมอย่างเต็มเปี่ยมที่จะทะยานฝ่าทุกระลอกคลื่น เพื่อมุ่งหน้าสู่เป้าหมายอย่างสง่างามและยั่งยืน ไม่ว่ามรสุมเศรษฐกิจจะถาโถมรุนแรงเพียงใดก็ตาม”
Modernization ภาพลักษณ์ใหม่ “กรุงเทพประกันภัย” พลิกมิติการรับประกันภัยไทยสู่ยุคแห่งนวัตกรรม
ต้องยอมรับว่าคุณปวีณา จูชวน ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ BKI เป็นลูกหม้อคนสำคัญที่วางยุทธศาสตร์องค์กรให้เป็นไปด้วยความมั่นคงและมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งท่านเป็นผู้บริหารมืออาชีพที่ได้รับการยอมรับในด้านความเชี่ยวชาญเชิงลึกด้านการรับประกันภัย และการบริหารความเสี่ยง ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญที่สร้างความแตกต่างให้กับธุรกิจประกันวินาศภัย
คุณปวีณามีบทบาทสำคัญในการพัฒนากลยุทธ์ของบริษัทฯ โดยดูแลทั้งธุรกิจลูกค้าองค์กร ธุรกิจสาขา ธุรกิจตัวแทน การร่วมทุนในต่างประเทศ ตลอดจนการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของตลาดและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในปัจจุบัน นอกจากนี้ ยังดูแลด้านการพัฒนาองค์กรเพื่อความยั่งยืน (ESG) เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางธุรกิจ ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม รวมถึงการบริหารความเสี่ยงองค์กร เพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจให้มีประสิทธิภาพ ด้วยความเข้มงวดและรอบคอบในการบริหารจัดการความเสี่ยง ส่งผลให้ BKI สามารถรักษาอัตรากำไรจากการรับประกันภัยให้อยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง แม้ต้องเผชิญกับความท้าทายจากภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงและเกิดขึ้นถี่มากขึ้นในปัจจุบัน
กับโอกาสที่ทางกรุงเทพประกันภัย ประกาศกลยุทธ์การขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืน “2026 Year of Fast & Flexible Mindset” ได้ฉายภาพถึงแนวทางการสร้างสมดุลระหว่างการรักษาจุดแข็งด้านความมั่นคงทางการเงิน ควบคู่ไปกับการเพิ่มความคล่องตัว เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นผู้มอบประสบการณ์ใหม่ในรูปแบบ “Fast & Flexibility” ที่มีความแม่นยำและรวดเร็วกว่าเดิม
ลองมาหาคำตอบด้วยกันว่า มิติใหม่ของบริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ BKI หลังวางกลยุทธ์ขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืน “2026 Year of Fast & Flexible Mindset” เพื่อเป็นเข็มทิศขับเคลื่อนองค์กรอย่างไรบ้าง

ยกเครื่องสู่ดิจิทัล อัปสปีดผลิตภัณฑ์ 2 เท่า
ยุทธศาสตร์ที่ถือเป็นหัวใจหลักของการก้าวสู่ปี 2569 คือ การตัดสินใจ “ยกเครื่อง” ระบบไอทีพื้นฐานใหม่ โดยคุณปวีณา เผยแผนการรุกเข้าสู่โลกประกันภัยในยุคดิจิทัล ผ่านแผนโครงการเปลี่ยนระบบปฏิบัติการหลัก ด้วยแนวคิด “Fast & Flexibility” ที่จะมอบประสบการณ์ที่แม่นยำและรวดเร็วกว่าเดิมให้แก่ลูกค้า BKI ทั้งปัจจุบันและอนาคตว่า
“ปัจจุบันเรากำลังเดินหน้าเข้าสู่เฟสสำคัญ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่แค่การอัปเกรดซอฟต์แวร์ แต่เป็นการสลัดทิ้งข้อจำกัดของ Legacy System ซึ่งในสมัยก่อนเป็นระบบที่ออกแบบมาเพื่อความแม่นยำและเสถียรภาพสูงสุด แต่เพราะความมีโครงสร้างที่ซับซ้อนและปรับเปลี่ยนได้ยาก จึงกลายเป็นอุปสรรคในการเชื่อมต่อข้อมูล”
ดังนั้น กุญแจสำคัญคือการตัดสินใจรื้อระบบไอทีพื้นฐานออก ซึ่งตนเองมองว่า Core System ใหม่นี้ จะเป็นอาวุธสำคัญ เพื่อให้การทรานสฟอร์มของ BKI ไม่ใช่การ “ทิ้ง” ระบบเดิมทั้งหมด แต่คือการ “Modernization” หรือการปรับปรุงระบบหลังบ้านให้ทันสมัย โดยมีแนวทางใหม่ ประกอบด้วย
การแยกส่วนงานบริการลูกค้า (Front-End) ออกจากระบบฐานข้อมูลเดิม (Back-End) เพื่อให้หน้าบ้านสามารถทำงานได้แบบ Fast & Flexible ในขณะที่หลังบ้านยังคงความแม่นยำและปลอดภัย
การย้ายฐานข้อมูลบางส่วนขึ้นสู่ Cloud เพื่อขยายขีดความสามารถ (Scalability) ในการรองรับธุรกรรมจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะประกันภัยรายย่อยหรือประกันภัยกลุ่มระดับสากล
การสร้าง Seamless Experience โดยการทำให้ระบบ Legacy สามารถคุยกับ AI และระบบวิเคราะห์ข้อมูลล่วงหน้าได้ เพื่อให้การพิจารณารับประกันภัย (Underwriting) และการจัดการสินไหมเป็นไปอย่างแม่นยำและรวดเร็วกว่าเดิม
“เรากำลังเปลี่ยน Core System สู่ระบบดิจิทัลอัจฉริยะที่จะ Go-Live ในปี 2569 ซึ่งจะเปลี่ยนวิธีการทำงานของเราไปอย่างสิ้นเชิง หัวใจสำคัญคือความ Seamless ในการเชื่อมต่อข้อมูลกับพาร์ตเนอร์ที่ทำได้ทันที เพราะในโลกธุรกิจยุคใหม่ หากเราช้าเพียงก้าวเดียวหมายถึงโอกาสที่หลุดลอยไป แต่ถ้าเราสามารถคว้า Opportunity ได้ก่อนใคร นั่นคือความได้เปรียบมหาศาลของเรา”
คุณปวีณาอธิบายเสริมว่า เมื่อระบบใหม่นี้ทำงานอย่างเต็มรูปแบบ กรุงเทพประกันภัยจะทำลายสถิติเดิม ด้วยการพัฒนาและส่งมอบผลิตภัณฑ์ประกันภัยสู่ตลาด (Time-to-Market) ได้รวดเร็วขึ้นกว่าเดิมถึง 2 เท่า นั่นเพราะด้วยเทคโนโลยีการรับส่งข้อมูลที่ยืดหยุ่นและทรงพลัง ทำให้บริษัทฯ สามารถตอบสนองต่อเทรนด์ตลาดที่เปลี่ยนแปลงได้แบบรายสัปดาห์ หรือแม้แต่การออกแบบแผนประกันภัยเฉพาะกิจ (On-demand Insurance) ร่วมกับพาร์ตเนอร์รายใหญ่ก็สามารถทำได้ในไม่กี่นาที
นอกจากนี้ ระบบใหม่ยังทำหน้าที่เป็น “ขุมพลังดิจิทัล” ให้กับพนักงานสาขา ช่วยให้การบริการฉับไวขึ้นอย่างไร้รอยต่อ ลดภาระงานเอกสารที่ซับซ้อนทิ้งไป เพื่อเปิดพื้นที่ให้พนักงานได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์และทักษะเฉพาะตัวในการดูแลลูกค้าได้อย่างเต็มที่ มุ่งสู่การเป็นเพื่อนคู่คิดที่พร้อมมอบทางออกที่ดีที่สุดให้ลูกค้าในทุกสถานการณ์
ปฏิวัติผลิตภัณฑ์ สู่ Personalized Solution ปิด Pain Point ทุกเจเนอเรชัน
ก่อนหน้านี้ในปี 2567-2568 กรุงเทพประกันภัยปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรผ่านการจัดตั้งบริษัท บีเคไอ โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BKIH เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการขยายการลงทุน และแยกการบริหารงานระหว่าง “ธุรกิจหลัก” และ “ธุรกิจใหม่” ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยมีการลงทุนในเทคโนโลยีเพื่อแก้ Pain Point ความล่าช้าของธุรกิจประกันภัยแบบดั้งเดิม ได้แก่
AI Claim Analysis การใช้ AI ประเมินความเสียหายเบื้องต้น เพื่อให้การจ่ายสินไหมทดแทนรวดเร็วขึ้น
Personalized Insurance การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ปรับเปลี่ยนได้ตามพฤติกรรมของผู้บริโภค
“ด้านผลิตภัณฑ์เราวางเรื่องไลฟ์สไตล์ไว้เยอะมาก ซึ่งการพัฒนามีอยู่ 2 ส่วน ส่วนแรกคือ ทำให้ประชาชนเข้าถึงการประกันภัยได้มากขึ้น เช่น ผลิตภัณฑ์ Micro Insurance ที่ราคาที่ย่อมเยา และในปีนี้เราจะมีผลิตภัณฑ์สำหรับไรเดอร์ (Rider) หากต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล เราจะมีค่าชดเชยรายได้ให้ ด้วยราคาเบี้ยประกันภัยที่ย่อมเยา เพราะเราเข้าใจว่าถ้าพวกเขาหยุดงานก็จะขาดรายได้
อีกส่วนหนึ่งคือเรามองเห็นว่า ตอนนี้กลุ่มผู้สูงอายุมีมากขึ้น มีผู้ป่วยติดเตียง และมีคนอีกจำนวนหนึ่งที่ต้องทำหน้าที่ดูแลผู้ป่วยเหล่านี้ บริษัทฯ จึงจะมอบค่าชดเชยให้แก่ผู้ดูแลด้วย และอีกส่วนที่ผู้คนเริ่มให้ความสำคัญคือ การดูแลสัตว์เลี้ยง จึงได้เริ่มมีการขยายความคุ้มครองเพิ่มเติมในประกันภัยรถยนต์ ให้ครอบคลุมไปถึงสัตว์เลี้ยงที่เดินทางไปกับเราด้วย หากเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา”
กลยุทธ์การตลาดของ BKI ในปี 2569 จึงไม่ใช่การออกสินค้าแบบ One Size Fits All แต่จะเป็นการทำ Personalized Marketing ที่เจาะลึกล่วงหน้าไปในไลฟ์สไตล์ผู้บริโภค โดยคุณปวีณาเน้นย้ำถึงกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เป็น “หมัดเด็ด” สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการขยายความคุ้มครองถึงสัตว์เลี้ยงสำหรับการประกันภัยการเดินทางต่างประเทศ โดยคุ้มครองครอบคลุมไปถึงค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมกรณีฝากสัตว์เลี้ยงไว้ที่โรงแรมสัตว์เลี้ยงหรือศูนย์รับฝากเลี้ยง เนื่องจากการล่าช้าของการเดินทางกลับประเทศไทย
หรือแม้แต่ Financial Inclusion ผ่าน Micro Insurance ประกันชดเชยรายได้สำหรับไรเดอร์ ในราคาที่จับต้องได้ เพื่อให้มั่นใจว่ารายได้จะไม่เป็นศูนย์ในยามเจ็บป่วย
หรือกรณีล่าสุด Caregiver Support ประกันภัยเพื่อผู้ดูแล ที่มอบค่าชดเชยให้แก่ “ผู้ดูแล” ยามที่มีเหตุไม่คาดคิดกับผู้ป่วยติดเตียง นับเป็นการเปลี่ยนมุมมองการประกันภัยจากการจ่ายเพื่อรักษา มาเป็นการจ่ายเพื่อ “พยุงคุณภาพชีวิต” ของคนทั้งบ้าน
“ตอนนี้เราเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัวแล้ว กลุ่มคนอายุ 40 กว่า ๆ ตอนนี้เป็นวัยที่เหนื่อยที่สุด เพราะเป็น Sandwich Generation ที่ต้องดูแลทั้งลูกที่ยังไม่โตและพ่อแม่ที่เริ่มแก่เฒ่า และถึงแม้คนสมัยนี้จะอายุยืนขึ้น แต่คุณภาพชีวิตอาจไม่ได้ดีตามเสมอไป เพราะเจอทั้งเรื่องฝุ่น PM 2.5 ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว หรือหนี้สินที่เพิ่มขึ้น ซึ่งผลิตภัณฑ์ของกรุงเทพประกันภัยได้พัฒนามาเพื่อตอบโจทย์ความกังวลของคนกลุ่มนี้”
“อย่างไรก็ดี วิธีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของเรา จะเริ่มจากกลยุทธ์ Ecosystem เช่น ตอนเราทำประกันภัยสำหรับไรเดอร์ เราต้องบาลานซ์ระหว่างการช่วยเหลือประชาชนกับการป้องกันการทุจริต จึงต้องกำหนดเงื่อนไขว่า ต้องเป็นผู้ป่วยในเท่านั้นถึงจะได้รับค่าชดเชย เพื่อไม่ให้ซ้ำรอยปัญหา ‘เจอ จ่าย จบ’ ในอดีต”
สำหรับในส่วนของภาคธุรกิจ BKI ยังเตรียมความพร้อมสำหรับ Cyber Insurance และ Cross Border Insurance เพื่อรองรับการขยายตัวของกลุ่มโลจิสติกส์ในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะการใช้เครือข่ายความร่วมมือในลาว กัมพูชา และอินโดนีเซีย เพื่อสร้างโซลูชันให้ธุรกิจไทยที่ไปลงทุนต่างแดน

รุกหนุน EV Ecosystem
อีกหนึ่งเรือธงที่สะท้อนความไว (Fast) และความยืดหยุ่น (Flexible) ตามวิสัยทัศน์ใหม่ของกรุงเทพประกันภัย คือการรุกตลาดยานยนต์ไฟฟ้า คุณปวีณาเผยว่า บริษัทฯ ไม่ได้มองแค่เรื่องรถ แต่คือการเปิดเกมเข้าสู่ “EV Ecosystem” โดย BKI กำลังสร้างมาตรฐานใหม่ในตลาด EV ที่ครอบคลุมทั้งกลุ่มรถยนต์ส่วนบุคคล และที่น่าจับตามองอย่างยิ่งคือ กลุ่มรถบรรทุกพาณิชย์ (EV Truck)
สิ่งที่คุณปวีณาให้ทัศนะสะท้อน “การมองขาด” ของคนที่เชี่ยวชาญอยู่ในสนามเกมประกันภัยกลุ่ม คือ เมื่อโจทย์ของรถ EV ไม่ใช่แค่เรื่องเบี้ยประกันภัยที่เหมาะสม แต่คือความกังวลเรื่องการซ่อมบำรุงและสถานีชาร์จ BKI จึงไม่ได้เดินหน้าในฐานะผู้รับประกันภัยรายเดียว แต่เป็นการมองหาพันธมิตร เพื่อสร้างเน็ตเวิร์กที่รองรับการดูแลรถ EV แบบครบวงจร ตั้งแต่กระบวนการพิจารณารับประกันภัยที่แม่นยำด้วย Data ไปจนถึงศูนย์ซ่อมมาตรฐานที่เชี่ยวชาญด้านแบตเตอรี่และระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าโดยเฉพาะ เพราะเชื่อมั่นว่า การสร้าง Ecosystem นี้ จะช่วยให้ BKI สามารถควบคุมต้นทุนค่าใช้จ่ายในการซ่อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ (Loss Control) ขณะเดียวกันก็มอบโซลูชันที่ช่วยให้ผู้ประกอบการขนส่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดได้อย่างมั่นใจ บรรเทาความกังวลเรื่องภาระค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นตามมา
ชู Specialty Expertise & Global Management
หนึ่งในชื่อเสียงที่สั่งสมของ BKI คือความโดดเด่นด้วยความเชี่ยวชาญเชิงลึกในพอร์ตงานระดับ Commercial และ Specialty ซึ่งต้องใช้ความรู้เฉพาะทางสูง โดยเฉพาะการครองส่วนแบ่งการตลาดอันดับหนึ่งในกลุ่มความรับผิดต่อบุคคลภายนอก (Liability) และความแข็งแกร่งในตลาดการบิน (Aviation) ที่สั่งสมประสบการณ์มานานกว่า 40 ปี
“เราโดดเด่นมากในเรื่อง Aviation Insurance (ประกันภัยอากาศยาน) ดูแลสายการบินชั้นนำในระดับสากล และบางส่วนเราทำหน้าที่เป็น Fronting Company (บริษัทที่ออกกรมธรรม์ในท้องถิ่นแทนบริษัทประกันภัยต่อต่างประเทศ) ซึ่งบางสายการบินอยู่กับกรุงเทพประกันภัยมานานกว่า 40 ปี นี่คือตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) ที่เราแข็งแกร่งมากเช่นกัน”
ด้วยขีดความสามารถในการรับเสี่ยงภัย (Capacity) ระดับสูง และความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับพาร์ตเนอร์ด้านการประกันภัยต่อ (Reinsurer) ระดับโลก ทำให้ BKI ก้าวขึ้นเป็น ผู้บริหารจัดการโปรแกรมประกันภัยระดับโลก (Global Program Manager) ที่ได้รับความไว้วางใจจากกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ในการดูแลทรัพย์สินครอบคลุมกว่า 20 ประเทศทั่วโลก ปัจจุบันบริษัทฯ ยังขยายพอร์ตงานรับประกันภัยต่อทั้งในและต่างประเทศที่ได้รับการยอมรับในตลาด จากการที่ได้รับการจัดอันดับความเชื่อถือทางการเงิน A- Stable (S&P) และผ่านเครือข่ายพันธมิตรในกลุ่ม Asia Insurance เช่น ฮ่องกง ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย กัมพูชา และลาว เพื่อสร้างโซลูชันด้านการประกันภัยแบบครบวงจร (Cross Border Insurance)

เสริมความมั่นใจด้วยการบริหารความเสี่ยงและการเงินที่แข็งแกร่ง
หัวใจของความมั่นคงคือ การจัดการสิ่งที่ “คาดไม่ถึง” BKI ใช้กลยุทธ์การประกันภัยต่อส่วนเกินความเสียหาย (Excess of Loss Reinsurance – XOL) ซึ่งเป็นเครื่องมือทางการเงินที่ซับซ้อนและรัดกุมสูง ผ่านการจัดวางเลเยอร์ (Layering) เพื่อโอนย้ายความเสี่ยงไปยังตลาดโลก ซึ่งได้ช่วยจำกัดความเสียหายสูงสุด (Maximum Loss) และปกป้องผลกำไรสุทธิไม่ให้ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติขนาดใหญ่
“เราเตรียมพร้อมด้วยการซื้อ XOL เพื่อประกันภัยต่อส่วนเกินความเสียหายไว้ในลิมิตที่สูงขึ้น สิ่งนี้ทำให้เราเห็นว่าเรามาถูกทาง แม้ต้นทุนประกันภัยต่อในปีหน้าอาจจะสูงขึ้น แต่เพื่อความสบายใจและป้องกันเงินกองทุนของบริษัทฯ หากเกิดภัยพิบัติขนาดใหญ่ เราก็พร้อมที่จะดูแลลูกค้าและคู่ค้าของเราอย่างเต็มที่”
ในด้านความแข็งแกร่งทางการเงิน ปัจจุบัน CAR Ratio (อัตราส่วนเงินกองทุนต่อเงินกองทุนที่ต้องดำรงตามกฎหมาย) ของ BKI ยังอยู่ที่ระดับ 200 กว่าเปอร์เซ็นต์
“พอร์ตการลงทุนของเรา มีการกระจายการลงทุนในหลายหมวดอุตสาหกรรม เป็นการลงทุนระยะยาว โดยมีการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Investment) ในหุ้นหลัก 3 บริษัท ได้แก่ BH, BBL และ BLA ซึ่งได้มาในราคาทุนที่ต่ำ และถือลงทุนมาเป็นเวลานาน ต่อมามูลค่าตลาดปรับตัวสูงขึ้น จึงอาจมีผลกระทบต่อการคำนวณ CAR Ratio อย่างไรก็ตาม การลงทุนเชิงยุทธศาสตร์นี้ ทำให้บริษัทฯ มีกำไรที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง ซึ่งสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของพอร์ตการลงทุน และผลตอบแทนในรูปของเงินปันผล (Dividend Yield) อย่างสม่ำเสมอ”
โดยคุณปวีณา ได้ชี้แจงว่า “สำหรับปีหน้า เราคาดการณ์การเติบโตของพอร์ต Corporate และ Retail ไว้ใกล้เคียงกัน กลยุทธ์คือ หาพาร์ตเนอร์ที่เหมาะสมก่อนออกผลิตภัณฑ์ (Market-Led Product) เพราะ Key Driver สำคัญคือคนขาย ถ้าหาคนขายที่เก่งและเข้าใจสินค้าได้ ราคาก็ไม่ใช่ปัจจัยเดียวเสมอไป ในส่วนของงานผ่าน Broker มีสัดส่วนประมาณ 29% ของพอร์ต ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพอร์ต Corporate ขนาดใหญ่ที่ไว้วางใจเราในเรื่อง Capacity ด้านขีดความสามารถในการรับเสี่ยงภัยที่สูงกว่าเจ้าอื่น”

บทพิสูจน์ฝีมือผ่านวิกฤต
บทเรียนในปี 2568 ทั้งแผ่นดินไหวและอุทกภัยครั้งใหญ่ในภาคใต้ คือบทพิสูจน์มาตรฐานการจัดการระดับมืออาชีพ โดยเฉพาะเหตุการณ์น้ำท่วมที่สร้างความเสียหายแก่รถยนต์กว่า 2,000 คัน มูลค่ารวมกว่า 600 ล้านบาท แต่ BKI สามารถรับมือได้ทันท่วงทีด้วยการ “วิเคราะห์ข้อมูลล่วงหน้า”
“ในเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งที่ผ่านมา ทีมเคลมของเรามีการทำงานเชิงรุกโดยเรียกรถยกจากกรุงเทพฯ ไปสแตนด์บายล่วงหน้าเพื่อช่วยลูกค้ายกรถหนีน้ำท่วม แม้วันแรก ๆ ลูกค้าจะยังไม่ยอมยกเพราะคิดว่าน้ำไม่เยอะ แต่พอช่วงวิกฤตที่น้ำขึ้นสูงขึ้นเรื่อย ๆ ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ทีมงานเราก็เตรียมพร้อมเข้าช่วยเหลือทันที”
เธอเล่าว่า กลยุทธ์การประกันภัยต่อส่วนเกินความเสียหาย (Excess of Loss Reinsurance – XOL) นั้น มีประสิทธิภาพและป้องกันความเสี่ยงในยามวิกฤต เพราะแม้จะเกิดเหตุการณ์ที่สร้างความเสียหายรวมหลักหลายร้อยล้านบาท แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อกำไรสุทธิของบริษัทฯ กลับถูกจำกัดไว้เพียงส่วนหนึ่งตามเพดานความเสี่ยงที่บริษัทฯ กำหนดไว้ (Retention)
คุณปวีณาอธิบายเพิ่มเติมว่า “การที่กรุงเทพประกันภัยใช้ XOL ในระดับที่รัดกุม หมายถึงบริษัทฯ ‘ยอมจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยต่อที่สูงกว่า’ เพื่อแลกกับการ ‘จำกัดความเสียหายสูงสุด (Maximum Loss)’ ที่บริษัทฯ ต้องรับเอง สิ่งนี้คือการปกป้องผู้ถือหุ้นและผู้เอาประกันภัยให้มั่นใจว่า บริษัทฯ จะไม่ล้มละลาย แม้เจอ ‘Big Event’ ใด ๆ ก็ตาม
ซึ่งตัวอย่างภัยพิบัติในปีที่ผ่านมาน่าจะเป็นอีกบทพิสูจน์ได้ เมื่อวิกฤตที่เรียกได้ว่าเป็นความรุนแรงเกินความคาดหมายไปหลายขุม หากปราศจากแผนที่รัดกุมพอ ย่อมได้รับผลกระทบและความเสียหายอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก
นอกจากนี้ ยังขยายโซลูชันไปยังกลุ่ม Cross Border Insurance (ประกันภัยข้ามแดน) เพื่อรองรับโลจิสติกส์ที่เปลี่ยนไปผ่านเครือข่ายของเราในลาวและกัมพูชา เพื่อให้ลูกค้าได้รับบริการที่ครบวงจรที่สุด”

หนุนพลัง “คน” และก้าวต่อไปของ BKI
นอกเหนือจากการรื้อถอนกำแพง หรือข้อจำกัดของระบบและเทคโนโลยีเดิมมาสู่ระบบใหม่ จะเป็น Core Strategy ที่ BKI ให้ความสำคัญในปีนี้
อย่างไรก็ดี BKI ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการยกระดับบุคลากร โดยวางเป้าหมายไปสู่ “พนักงาน BKI ยุคใหม่” ที่ถูกหล่อหลอมผ่าน BKI Academy ให้มี Mindset ของนักสู้ (Fighter) และที่ปรึกษา (Consultant) ที่พร้อมจะ Provide Solution ให้ลูกค้าเสมอ เป้าหมายจึงไม่ใช่แค่การขายกรมธรรม์ แต่คือการเป็นพาร์ตเนอร์ที่เดินเข้าไปหาลูกค้าพร้อมกับทางออกที่ถูกจุด รวมถึงอีกหนึ่งเป้าหมายคือการเลิกแบกภาระเอกสารซับซ้อนด้วยระบบอัตโนมัติ และใช้ศักยภาพในการสร้างสรรค์เพื่อดูแลลูกค้าอย่างเต็มที่
การพัฒนา Skill Set ของพนักงานในทุก Level จึงเป็นกลไกหลักที่ทำให้บริษัทฯ สามารถรักษาระดับความพึงพอใจและสร้างประสบการณ์ที่เหนือกว่าคู่แข่งในตลาด ซึ่งจะถูกหล่อหลอมผ่าน BKI Academy ซึ่งจะทำให้ก้าวต่อไปของกรุงเทพประกันภัยลงตัว ผ่านการผสาน “ความเชื่อมั่นที่สั่งสมมานาน” เข้ากับ “เทคโนโลยีล้ำสมัย” พร้อมกับมีผลิตภัณฑ์ที่โดนใจผู้บริโภคทุกกลุ่ม และพนักงานที่มีความยืดหยุ่นสูง
“ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร กรุงเทพประกันภัยจะยังคงเดินหน้าด้วยความรวดเร็วที่มาพร้อมความยืดหยุ่น เพื่อส่งมอบคุณค่าที่ ‘เหนือกว่าความคาดหมาย’ ให้แก่คนไทยตลอดไปอย่างมั่นคง”
นี่คือภาพสะท้อนของวิสัยทัศน์ที่ก้าวทันโลกยุคใหม่ของสองผู้บริหารหญิงแห่งกรุงเทพประกันภัย คุณลสา โสภณพนิช และคุณปวีณา จูชวน ที่ร่วมผนึกพลังขับเคลื่อนองค์กรสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญแบบ Modernization ซึ่งมิได้เป็นเพียงการยกระดับกระบวนการดำเนินธุรกิจ หากแต่เป็นการพลิกมิติการรับประกันภัยของไทย พร้อมเปิดประตูสู่ยุคแห่งนวัตกรรม ความยั่งยืน และการเติบโตในระยะยาวอย่างแท้จริง
เขียนและเรียบเรียง : ยุพาพร คุณานันท์
ติดตาม Business+ : https://www.thebusinessplus.com/
Line Business+ : https://lin.ee/pbIHCuS
IG : https://instagram.com/businessplus.th
Youtube : https://www.youtube.com/@thebusinessplus7829
#TheBusinessPlus #Businessplus #BusinessPlus #นิตยสารBusinessplus #Business
The Business Plus บิสิเนสพลัส

