“แคลร์ – ณริดา จรณะจิตต์” ต้นแบบเยาวชนไทย ผู้เปลี่ยนความรักให้เป็นพลังขับเคลื่อนความหวังบนเวทีสหประชาชาติ กับภารกิจฟื้นฟูทะเลไทย ส่งต่อโลกที่งดงามและสมบูรณ์สู่รุ่นต่อไป

ชื่อของ “แคลร์ – ณริดา จรณะจิตต์” เป็นที่รู้จักในมุมที่ของการเป็นเยาวชนนักอนุรักษ์ที่หลายองค์กรในประเทศและต่างประเทศจับตามอง ตัวแทนเยาวชนไทยผู้เปลี่ยนความรักเป็นพลังขับเคลื่อนความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการเป็นกระบอกเสียงให้กับธรรมชาติที่พูดไม่ได้ เดินหน้าภารกิจฟื้นฟูหัวใจของท้องทะเลให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งอย่างจริงจังต่อเนื่องกว่า 7 ปี จนสามารถส่งเสียงสะท้อนดังไกลถึงเวทีระดับโลกอย่าง UN ซึ่งเป็นหนึ่งในบทพิสูจน์ว่า พลังของคนรุ่นใหม่สามารถขับเคลื่อนโลกได้จริง ผ่านความมุ่งมั่นและจิตวิญญาณที่พร้อมจะส่งต่อโลกที่สมบูรณ์สู่คนรุ่นต่อไป

ในวันที่อุณหภูมิโลกพุ่งสูงขึ้นจนส่งผลกระทบต่อทุกสรรพสิ่ง รวมถึงท้องทะเลที่เริ่มส่งสัญญาณวิกฤตในด้านต่าง ๆ หลายคนอาจมองปัญหาสิ่งแวดล้อมในภาพใหญ่ว่าต้องวางกลยุทธ์ฟื้นฟูแก้ไขระดับนโยบาย แต่สำหรับแคลร์ที่ผูกพันกับธรรมชาติ ทั้งผืนป่าและท้องทะเลมาตั้งแต่เด็ก กลับเชื่อมั่นว่าทุกเสียงคือฟันเฟืองสำคัญที่สามารถขับเคลื่อนโลกใบนี้ให้หมุนไปในทิศทางที่ยั่งยืนกว่าเดิมได้ แม้จะเป็นเพียงเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ที่ไม่ได้มีพลังหรืออำนาจพิเศษอยู่ในมือ

เริ่มต้นจากบทเรียนในป่าใหญ่ สู่เรื่องเล่าของพะยูนน้อย “มาเรียม”

จากความตื่นเต้นที่ได้เห็นช้างตัวเป็นๆ ในค่ายสิ่งแวดล้อมครั้งแรกเมื่อวัย 6 ขวบ กลายเป็นความประทับใจที่ทำให้เด็กหญิงแคลร์ในวันนั้น สนุกและมีความสุขกับการได้เข้าค่ายสิ่งแวดล้อม จนค่อยๆ หล่อหลอมเปลี่ยนมุมมองของเธอไปทีละน้อย โดยแคลร์ย้อนถึงจุดเริ่มต้นของเส้นทางสายอนุรักษ์ว่า “คุณพ่อคุณแม่คือผู้เปิดประตูบานแรกและเป็นแรงสนับสนุนสำคัญที่ทำให้แคลร์ก้าวเข้าสู่เส้นทางนี้ จากการพาไปเข้าค่ายสิ่งแวดล้อม ซึ่งไม่ใช่แค่กิจกรรมการเรียนรู้นอกห้องเรียน แต่เป็นโอกาสในการได้ออกไปใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติ ได้สังเกต ตั้งคำถาม และทำความเข้าใจกับสิ่งแวดล้อมรอบตัว และเมื่อแคลร์ได้เข้าร่วมค่ายหลากหลายรูปแบบมากขึ้น ทั้งค่ายทางทะเลและค่ายอนุรักษ์สัตว์ป่า ก็ยิ่งทำให้ผูกพันกับธรรมชาติลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ จนเริ่มรู้สึกว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องไกลตัว”

หลังจากนั้นในปี 2562 จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ทำให้เธอตั้งหมุดหมายสู่การเป็นนักอนุรักษ์อย่างเต็มตัว คือการได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในค่ายพะยูน และได้พบกับ “มาเรียม” พะยูนน้อยกำพร้าที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของการอนุรักษ์ระดับโลกหลังจากนั้นต่อมา ภาพความไร้เดียงสาของมาเรียมที่พยายามว่ายคลอเคลียเรือเพราะคิดว่าเป็นแม่ จุดประกายให้แคลร์เกิดความสนใจ จนนำไปสู่การศึกษาเกี่ยวกับพะยูนและสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังและถ่ายทอดเป็นหนังสือ “Mariam The Lost Dugong” ที่เธอเขียนและวาดรูปเองทั้งหมด เพื่อให้ผู้คนรู้จักกับพะยูนสัตว์เสี่ยงสูญพันธุ์ในประเทศไทย และหันมาช่วยกันอนุรักษ์ โดยนำรายได้จากการจำหน่ายบริจาคเพื่อช่วยเหลือสัตว์ทะเลและสนับสนุนเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ภาคใต้ นอกจากนี้เธอยังร่วมจัดตั้ง “มูลนิธิกระบี่ยั่งยืน” เพื่อช่วยเหลือสัตว์ทะเลที่กำลังจะสูญพันธุ์ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของเธอในบทบาท “กระบอกเสียงของทะเลไทย” จากการได้รับโอกาสให้นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับพะยูนและปัญหาสิ่งแวดล้อมแก่เด็กนักเรียนในจังหวัดกระบี่กว่า 2,000 คนในงาน Give Back to The Ocean ก่อนจะได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้บรรยายถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจด้านสิ่งแวดล้อม ต่อหน้ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ ตลอดจนคณาจารย์และนักเรียนจากโรงเรียนนานาชาติ ในงาน The Ocean Cleanup ณ สถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย ในปี 2565

จากคำถามใต้ท้องทะเล สู่สารคดีระดับนานาชาติ

เพื่อต่อยอดความสนใจด้านสิ่งแวดล้อมทางทะเล แคลร์เริ่มศึกษาปัญหาการลดลงของประชากรฉลามวาฬทั่วโลก และตัดสินใจจัดทำภาพยนตร์สารคดี โดยเธอใช้เวลากว่า 3 ปี ดำน้ำในหลายพื้นที่ ทว่าไม่พบฉลามวาฬแม้แต่ตัวเดียว แทนที่จะยอมแพ้ เธอกลับตั้งคำถามว่าทำไม “การที่เราไม่เจอฉลามวาฬเลย ไม่ใช่ความล้มเหลว แต่เป็นสัญญาณเตือนว่าบางอย่างกำลังผิดปกติ แคลร์เลยเริ่มค้นคว้าอย่างจริงจัง ทำงานร่วมกับนักวิชาการ สัมภาษณ์นักดำน้ำและชาวประมง เพื่อหาว่าปัญหาจริง ๆ อยู่ตรงไหน” เธอเล่า

กระทั่งในปี 2566 แคลร์ในวัย 14 ปีได้จัดทำภาพยนตร์สารคดีเรื่อง “Giants of the Deep: The Whale Sharks Story” เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของฉลามวาฬที่กำลังเผชิญภาวะใกล้สูญพันธุ์ในประเทศไทย ซึ่งคว้ารางวัลจากเวทีภาพยนตร์นานาชาติมาได้ถึง 7 รางวัล จาก 7 เทศกาลภาพยนตร์ อาทิ Award Winner: New York International Film Awards, Award Winner: Global Film Festival Awards, Award Winner: Nature Without Borders International Film Festival, Award Winner: World Whale Film Festival อีกทั้งยังได้รับการคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในสื่อการเรียนการสอนด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับเด็กและโรงเรียนในชุมชนทั่วประเทศ ภายใต้โครงการ Environmental Education Units (EEU) ของ Youth Wildlife Guardians มูลนิธิ Environmental and Social Foundation (ESF) และที่ทำให้เธอภาคภูมิใจ คือการได้รับเชิญให้เดินทางไปรับรางวัลและกล่าวสุนทรพจน์บนเวทีระดับนานาชาติ ณ รัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา เพื่อถ่ายทอดทั้งเบื้องหลังสารคดีและความสำคัญของการอนุรักษ์ฉลามวาฬในระดับโลก

Seagrass Restoration ภารกิจคืนความหวังให้ท้องทะเล

โครงการใหญ่ที่แคลร์ดำเนินการอยู่ในปัจจุบันคือ “การฟื้นฟูหญ้าทะเล (Seagrass Restoration)” ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อปี 2567 ขณะที่อุณหภูมิน้ำทะเลทั่วโลกสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เธอศึกษาพบว่าหญ้าทะเลมีบทบาทสำคัญต่อทั้งระบบนิเวศทางทะเลและบนบก “หญ้าทะเลไม่เพียงเป็นแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัยของสัตว์ทะเลหลากหลายชนิด ยังทำหน้าที่เป็นแหล่งอนุบาลและที่หลบภัยของสัตว์น้ำเศรษฐกิจ รวมถึงสัตว์ทะเลหายากอย่างเต่าทะเลอีกด้วย แถมยังช่วยกรองและปรับปรุงคุณภาพน้ำ ลดการกัดเซาะชายฝั่งผ่านระบบรากที่แข็งแรง และที่สำคัญที่สุดคือ เป็นแหล่งกักเก็บ คาร์บอนสีน้ำเงิน หรือ Blue Carbon ซึ่งมีประสิทธิภาพในการดูดซับคาร์บอนได้มากกว่าป่าบนบกหลายเท่า ช่วยบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งถ้าเราอยากช่วยสัตว์ทะเลจริง ๆ ต้องเริ่มจากรากฐานของระบบนิเวศ หญ้าทะเลอาจฟังดูเล็ก แต่จริงๆ แล้วมันคือหัวใจของทะเล” แคลร์อธิบายถึงที่มาของโครงการ

เพื่อเพิ่มพื้นที่การปลูกหญ้าทะเลในระบบนิเวศใต้ทะเลให้มากยิ่งขึ้น เธอได้เรียนรู้และพัฒนาวิธีเพาะหญ้าทะเล รวมถึงการปลูกหญ้าทะเลหลายรูปแบบ ทั้งแบบดำน้ำลึก (Scuba Diving) และแบบไม่ต้องดำน้ำ โดยตั้งแล็บทดลองที่จังหวัดกระบี่ เก็บข้อมูลจริง และทำงานร่วมกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ชุมชน ตลอดจนนักเรียนในชุมชนเกาะจำ นอกจากนี้ยังมีโรงแรม อมารี โวค กระบี่ (Amari Vogue Krabi) ร่วมสนับสนุนด้วย

แนวคิดเชื่อมทุกภาคส่วนสู่การอนุรักษ์ด้วย “BlueQuest”

จากการที่พื้นฐานครอบครัวแคลร์ที่ทำธุรกิจด้าน Hospitality ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว  แคลร์จึงมีความคุ้นเคยและเข้าใจในมิติแวดล้อมต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ว่าการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมสามารถนำมาเป็นส่วนหนึ่งที่สอดแทรกเข้าไปในบริบทของนักเดินทางได้

ความเข้าใจนี้ได้ถูกนำมาต่อยอดเป็นแอปพลิเคชัน “BlueQuest” แพลตฟอร์มที่จะเปิดตัวในปี 2569 นี้ เพื่อเชื่อมโยงคนในชุมชน นักท่องเที่ยว และภาครัฐเข้าด้วยกัน โดยมีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อให้ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางทะเลและช่วยเหลือสัตว์ทะเล ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศไทยอย่างยั่งยืนและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจชุมชน

ซึ่งตัวแอปพลิเคชันถูกออกแบบให้เป็นแพลตฟอร์มที่รวบรวมข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์ระบบนิเวศทางทะเลและสัตว์ทะเล เชื่อมโยงข้อมูลที่เกิดขึ้นจริงจากคนในชุมชนท้องถิ่น และจากทางเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทางภาครัฐ และจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ที่พบเจอปัญหาสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย รวมถึงรวบรวมข้อมูลที่เป็นประโยชน์ด้านการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ แหล่งท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม กิจกรรมการท่องเที่ยวที่ไม่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ ตลอดจนแนวทางการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ โดยแคลร์เผยความตั้งใจว่า “แคลร์เชื่อว่าการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไม่ใช่หน้าที่ของคนใดคนหนึ่ง แต่ต้องช่วยกันทำ ซึ่งแอปพลิเคชัน BlueQuest จะทำให้การอนุรักษ์เป็นเรื่องที่เข้าถึงง่ายสำหรับทุกคน จะช่วยสร้างสมดุลระหว่างการท่องเที่ยวและการดูแลทรัพยากร นักท่องเที่ยวจะได้รู้ว่าช่วงไหนควรเที่ยวอย่างไรให้เป็นมิตรต่อทะเล ส่วนชาวบ้านก็มีรายได้ที่ยั่งยืนไปพร้อมกับการดูแลธรรมชาติ”

แม้วันนี้ความสนใจหลักของเธอจะมุ่งไปในเส้นทางนักอนุรักษ์ แต่การพัฒนาแอปพลิเคชัน BlueQuest ก็สะท้อนมุมมองของผู้นำรุ่นใหม่ที่มองเห็นโอกาสในการผสานแนวคิดด้านการอนุรักษ์เข้ากับภาคธุรกิจเพื่อให้การท่องเที่ยวและการบริการเติบโตควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม

จากเสียงเล็ก ๆ สู่กระบอกเสียงเยาวชนไทยบนเวทีโลก

ความมุ่งมั่นตั้งใจในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางทะเลอย่างจริงจังของแคลร์ ตั้งแต่อายุเพียง 10 ปี ไม่เพียงสร้างแรงบันดาลให้กับเยาวชนในชุมชนท้องถิ่น ยังเป็นกระบอกเสียงเล็ก ๆ ที่สะท้อนประเด็นสิ่งแวดล้อมไปยังผู้ใหญ่และผู้กำหนดนโยบาย ทั้งในประเทศไทยและในระดับนานาชาติ โดยเฉพาะการได้รับเลือกให้เป็นเยาวชนคนไทยที่อายุน้อยที่สุด ด้วยวัยเพียง 16 ปี และเป็นเยาวชนไทยเพียงคนเดียว ที่ได้เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการประชุมด้านสิ่งแวดล้อมขององค์การสหประชาชาติ ในการประชุม High-Level Political Forum (HLPF) ภายใต้หัวข้อ SDG 14: Life Below Water เคียงข้างผู้แทนจากนานาประเทศ ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 และยังได้รับเลือกเป็นหนึ่งในเยาวชนที่ทำหน้าที่ Youth Voice เพื่อสะท้อนปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยเฉพาะประเด็นอุณหภูมิน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น และผลกระทบโดยตรงต่อระบบนิเวศและสัตว์ทะเลใต้ผิวน้ำ พร้อมนำเสนอแนวทางแก้ไขเร่งด่วนที่ควรดำเนินการในระดับนานาชาติ ต่อประเทศสมาชิกที่เข้าร่วมการประชุมสหประชาชาติในครั้งนี้ด้วย

นอกจากนี้เธอยังได้รับการคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในคณะผู้แทนเยาวชน (Youth Delegates) และเป็นหัวหน้ากลุ่ม Youth Project Leader of Marine Endangered Species จากมูลนิธิ Environmental and Social Foundation (ESF) เพื่อเข้าร่วมการประชุมด้านสิ่งแวดล้อมขององค์การสหประชาชาติ ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ กรุงเทพมหานคร ถึงสองครั้ง ได้แก่ การประชุม The 4th SAMVAD เมื่อต้นปี 2568 และการประชุม The 6th Faith for Rights ในปลายปี 2568

ล่าสุด แคลร์ได้รับเลือกให้เข้าร่วมโครงการ Youth Leader Davos ณ เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งจัดขึ้นในเดือนมกราคม 2569 แต่ติดภารกิจ จึงไม่สามารถเดินทางไปเข้าร่วมได้ด้วยตนเอง แม้จะเสียดาย แต่ก็รู้สึกยินดีและภาคภูมิใจที่ความตั้งใจและความมุ่งมั่นตลอดหลายปีที่ผ่านมาของเธอ ได้รับการมองเห็นและยอมรับจากองค์กรระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเบื้องหลังของความสำเร็จทั้งหมดนี้ คือการสนับสนุนจากครอบครัวที่เธอรัก และแรงผลักดันจาก ดร.อลงกต ชูแก้ว อาจารย์ที่ปรึกษา รวมถึงเพื่อนๆ ที่ร่วมแรงร่วมใจเคียงข้างกันมา ก่อนจะค่อย ๆ ขยายผลไปสู่การได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนจากองค์กรที่เกี่ยวข้อง ทั้งในประเทศและในระดับนานาชาติ ซึ่งล้วนให้ความสำคัญกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมเช่นเดียวกัน

วันนี้ในวัย 17 ปี “แคลร์” ณริดา จรณะจิตต์ ไม่ได้เป็นเพียงนักเรียนที่สนใจในเรื่องธรรมชาติ แต่เธอคือ “นักปฏิบัติ” ที่ลงมือทำจริง โดยยังคงมุ่งมั่น เดินหน้า และไม่หยุดทำงานด้านการอนุรักษ์ ด้วยความหวังว่า เสียงเล็ก ๆ และความตั้งใจจริงของเธอจะสามารถจุดประกายบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่ และสร้างการเปลี่ยนแปลงในวงกว้างได้ในอนาคต

“เมื่อยังเป็นเด็ก แคลร์รู้สึกผูกพันกับทะเลและรักทะเลมาก จนถึงวันนี้ก็ยังเป็นเหมือนเดิม ทะเลคือบ้านหลังที่สอง เป็นที่ที่ทำให้แคลร์รู้สึกสงบ มีพลัง และเป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง การได้เห็นทะเลซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ค่อยๆ ถูกทำลาย จึงทำให้รู้สึกเศร้าและสะเทือนใจมาก เลยตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าอยากเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยผลักดันให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการช่วยกันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางทะเล เพื่อให้เด็กๆ ทุกคนในรุ่นต่อๆ ไป ได้มีโอกาสเห็นความสวยงามและความสมบูรณ์ของท้องทะเล เหมือนที่แคลร์เคยเห็น” นักอนุรักษ์รุ่นเยาว์กล่าว ก่อนทิ้งท้ายว่า สำหรับแคลร์ เป้าหมายไม่ใช่แค่การฟื้นฟูทะเลไทย แต่เป็นการสร้างแรงกระเพื่อมที่ขยายผลในระดับนานาชาติ