Home / Strategic Move / Special Issue / ค่าเงินบาทแข็ง ค่าแรงเพิ่ม ธุรกิจไหนที่ต้องเจ็บหนัก??
เงินบาทแข็งค่า

ค่าเงินบาทแข็ง ค่าแรงเพิ่ม ธุรกิจไหนที่ต้องเจ็บหนัก??

เศรษฐกิจยังไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้นในเร็วๆนี้อย่างแน่นอนทำเอาผู้ประกอบการหลายธุรกิจต้องกุมขมับกันเป็นแถบ แถมผีซ้ำด้ามพลอยเมื่อ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี หรือ TMB Analytics ได้ออกมาประเมินว่าเงินบาทที่แข็งค่าบวกกับค่าแรงขั้นต่ำที่เพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบกับ 3 อุตสาหกรรมที่ต้องบอกว่าหนีไม่พ้นต้องโดนพิษค่าเงินแข็งค่าและค่าเพิ่มแบบอ่วมสุดๆ

แม้ว่าหลายๆฝ่ายมีการคาดการณ์กันว่าภาคการส่งออกไทยปี 2561 มีแนวโน้มจะขยายตัวต่อเนื่องที่ร้อยละ 4.8 ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้นเฉลี่ย 64 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล สร้างรายได้จากการส่งออกเฉลี่ย 2.1 หมื่นล้านเหรียญต่อเดือน

แต่หลังจากเข้าสู่ปี 2561 มาไม่ทันไร ธุรกิจส่งออกไทยก็ต้องเผชิญหน้ากับปัจจัยที่กระทบต่อการดำเนินงาน ทั้งเรื่องการแข็งค่าของเงินบาทอย่างรวดเร็วตั้งแต่ต้นปี โดยเงินบาทมีแววว่าจะแข็งค่าขึ้นถึง 5% ในปีนี้ แถมนโยบายการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจากปีก่อน 1-7% ขึ้นกับพื้นที่ตั้ง เริ่มมีผลตั้งแต่เดือนเมษายนนี้ก็ยิ่งเป็นเหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัดของผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อย

แต่ก็อย่าเพิ่งกังวลกันไป เพราะ TMB Analytics ได้ออกมาประเมินผลกระทบต่อธุรกิจผ่านโครงสร้างธุรกิจและการเงิน และคาดการณ์การส่งออกในปี 61 เพื่อช่วยให้เราเห็นภาพผลกระทบและการปรับตัวของธุรกิจส่งออกในปีนี้ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยรวมพบว่าอัตรากำไรขั้นต้นลดลงจากระดับปกติเฉลี่ยที่ 0.6% จากผลของเงินบาทที่แข็งทำให้กำไรลดลง 0.2% เนื่องจากรายได้จากการส่งออกเป็นเงินบาทลดลง ส่วนของค่าแรงขั้นต่ำที่เพิ่มขึ้นทำให้กำไรลดลง 0.4% จากภาระต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น โดยจัดกลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

1.กลุ่มธุรกิจได้รับผลกระทบมาก ได้แก่ สินค้าเกษตร เครื่องนุ่งห่ม และเฟอร์นิเจอร์/ชิ้นส่วน เพราะธุรกิจเหล่านี้พึ่งพารายได้จากการส่งออกมากที่สุดและมีการจ้างแรงงานที่สูง ทำให้กำไรขั้นต้นลดลงจากระดับปกติ 1-3% และด้วยแนวโน้มการส่งออกที่เติบโตอย่างจำกัดที่ 1-4% จำเป็นที่ผู้ประกอบการต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วนเพื่อรับมือกับผลกำไรที่ลดลงที่กำลังลดทอนความสามารถในการแข่งขันกับคู่แข่งในตลาดโลก

2.กลุ่มที่ได้รับผลกระทบเฉพาะด้าน แบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ
กลุ่มที่ได้ผลกระทบด้านอัตราแลกเปลี่ยน ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ยางพารา ข้าว และอาหาร ซึ่งก็เหมือนกับกลุ่มเกษตรที่พึ่งพารายได้จากการส่งออกที่สูง แต่มีการจ้างแรงงานต่ำทำให้ได้รับผลกระทบไม่มากเท่า แต่ก็ทำให้กำไรขั้นต้นลดลงจากระดับปกติ 1-2% อย่างไรก็ตามด้วยแนวโน้มส่งออกปีนี้ที่เติบโตมากกว่า 5% ช่วยให้ธุรกิจสามารถเติบโตต่อเนื่อง ในขณะที่การบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนเป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยลดผลกระทบ

กลุ่มที่ได้รับผลกระทบด้านการตลาด ได้แก่ สินค้าอุปโภคบริโภค กระดาษ/สิ่งพิมพ์ บรรจุภัณฑ์ ซึ่งถูกกระทบจากต้นทุนแรงงานที่สูงขึ้นเป็นหลัก ทำให้กำไรขั้นต้นลดลงจากระดับปกติ 0.1-0.5% และด้วยแนวโน้มการส่งออกอยู่ในระดับต่ำ กระตุ้นให้ผู้ประกอบการต้องพิจารณาเรื่องขยายตลาด การปรับปรุงประสิทธิภาพด้านการผลิตเพื่อลดต้นทุน และรักษาส่วนแบ่งตลาดและผลกำไร

3.กลุ่มที่ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด คือ ผู้ผลิตรถยนต์ อิเล็กทรอนิกส์/คอมพิวเตอร์และชิ้นส่วน เครื่องใช้ไฟฟ้า และเคมีภัณฑ์ เป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มเติบโตได้ดีในปีนี้ และด้วยลักษณะผู้ประกอบการส่วนใหญ่เป็นผู้นำเข้าวัตถุดิบเพื่อผลิตและส่งออกต่อ จึงช่วยลดผลกระทบจากการแข็งของเงินบาท (Natural Hedging) และใช้เทคโนโลยีและเครื่องจักรเป็นในการผลิต จึงทำให้ต้นทุนแรงงานอยู่ในระดับต่ำ กำไรขั้นต้นจึงได้รับผลกระทบน้อยเพียง 0.1% จากระดับปกติ ผู้ประกอบการที่สามารถปรับปรุงการดำเนินงาน การผลิตและบริหารความเสี่ยงได้ดีจะช่วยรักษาศักยภาพในการทำกำไรและการแข่งขันในตลาดได้ต่อไป

สรุปคือผู้ประกอบการส่งออกไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนและค่าจ้างแรงงานที่เกิดขึ้นได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่สามารถลดผลกระทบได้ หากแต่ผู้ประกอบการต้องปรับตัวอยู่ตลอดเวลาและมีข้อมูลที่บอกช่วยทิศทางแนวโน้มอัตราแลกเปลี่ยน สถานภาพทางการเงิน การปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนและขยายช่องทางตลาด ข้อมูลตลาดส่งออกและข้อมูลคู่แข่ง จะช่วยให้ผู้ประกอบการส่งออกมีขีดความสามารถในการเติบโตและพร้อมรับมือกับแข่งขันตลาดโลกได้