Home / Strategic Move / Special Issue / เอสซีจีรายได้เพิ่ม 6% เตรียมลงทุนในตลาดอาเซียน
เอสซีจี

เอสซีจีรายได้เพิ่ม 6% เตรียมลงทุนในตลาดอาเซียน

เอสซีจีแถลงผลประกอบการประจำปี 2560 จากผลการปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงของตลาด และความต้องการของผู้บริโภค โดยเฉพาะตลาดทางด้านธุรกิจบริการและ Solution เช่น โลจิสติกส์ ที่ตอบโจทย์ความต้องการตรงจุดและทันเวลา ขณะที่ธุรกิจซิเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างที่ขยายการลงทุนไปอาเซียน รายได้จากภูมิภาค 6 ประเทศเติบโตดีในปีที่แล้ว ซึ่งปัจจุบันเอสซีจีมีโรงงานปูนซิเมนต์ ที่มีกำลังการผลิตรวมกับในประเทศไทย 33.6 ล้านตันต่อปี พร้อมประกาศจ่ายเงินปันผลประจำปี 2560 หุ้นละ 19 บาท คิดเป็นเงิน 22,800 ล้านบาท


ในปีที่ผ่านมา เอสซีจีมีรายได้จากการขาย 450,921 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% จากปีก่อน โดยมีกำไร 55,041 ล้านบาท ลดลง 2% จากปีก่อน จากผลของการแข่งขันที่รุนแรงในธุรกิจซิเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง

ส่วนรายได้จากการขายในภูมิภาคอาเซียนมีกว่า 106,597 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% ส่วนภูมิภาคอื่นมีรายได้ 80,084 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น ธุรกิจเคมีภัณฑ์มีรายได้ 206,280 ล้านบาท ธุรกิจซีเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง มีรายได้ 175,255 ล้านบาท และธุรกิจบรรจุภัณฑ์ มีรายได้ 81,455 ล้านบาท จากปริมาณขายและราคาที่เพิ่มขึ้นในสายธุรกิจบรรจุภัณฑ์ และสายธุรกิจเยื่อและกระดาษ รวมทั้งจากกำลังการผลิตใหม่ในเวียดนาม เพราะเวียดนามเป็นประเทศที่ค่อนข้างใหม่ ประชากร 90 กว่าล้านคน เยอะกว่าไทยและยังเพิ่มขึ้นอยู่ การบริโภคขยายตัว อุตสาหกรรมก็ไปตั้งกันมากขึ้น คนมีงานทำ ทุกคนมองว่าเป็นตลาดที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนใน Long Term

แม้ว่าธุรกิจปิโตรเคมีของเอสซีจีเป็นธุรกิจใหญ่ ยอดขายถึงครึ่งหนึ่งของยอดขายรวม มีกำไรถึง 3 ใน 4 แต่มีปัจจัยเสี่ยงคือ ราคาวัตถุดิบที่ผันแปรไปตามราคาน้ำมันซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญ ซึ่งในปีนี้กำหนดอัตราการเติบโตที่ 5-6% จากปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะโครงการปิโตรเคมีที่เวียดนาม กำลังอยู่ในการพูดคุยกับพาร์ทเนอร์ ก่อสร้าง จัดหาแหล่งเงินทุน รวมทั้งรายละเอียดที่เกี่ยวกับกลุ่มพาร์ทเนอร์เวียดนาม ซึ่งอยู่ภายใต้งบลงทุนในภูมิภาคอาเซียนทั้งหมดที่ตั้งไว้ในปีนี้ที่ 60,000 ล้านบาท และทยอยใช้ไป 20,000 ล้านบาทตั้งแต่ปีที่แล้ว ทั้งนี้การศึกษาเพื่อซื้อหุ้นปิโตรเคมีเพิ่มเติม เปอร์เซ็นต์การถือหุ้นสำหรับโครงการปิโตรเคมีที่อินโดนีเซีย น่าจะสรุปได้ราวปลายปีนี้กับพาร์ทเนอร์ที่พูดคุยไว้

ทั้งนี้ เอสซีจีได้มีการเข้าซื้อหุ้น 68.3% ในบริษัท Interpress Printers ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์อาหารฟาสต์ฟูดส์ชั้นนำในมาเลเซีย มูลค่ากิจการอยู่ที่ 104.5 ล้านริงกิต หรือประมาณ 836 ล้านบาท อันนี้จะเสริมเรื่องการพัฒนาสินค้าบรรจุภัณฑ์ ให้ตอบสนองไลฟ์สไตล์ใหม่ๆ ผู้บริโภค ที่เปลี่ยนแปลงและเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในอาเซียน

สำหรับปี 2561 เอสซีจีมีความพร้อมขยายธุรกิจไปยังภาคบริการ นำเทคโนโลยี GPS มาต่อยอดเป็น Solutions ใหม่ ในโปรเจ็คการให้บริการรถนักเรียน รถพยาบาล รวมทั้งเอสซีจี เอ็กซ์เพรส ที่ลูกค้าตอบรับมาก จัดส่งพัสดุด่วนทันสมัยเป็นรายเดียวในตลาดที่มีนวตกรรมส่งพัสดุด่วนแบบควบคุมอุณหภูมิ โดยขยายจุดบริการมากกว่า 500 สาขา ครอบคลุมทั่วประเทศ และเอสซีจี ยังได้เข้าไปลงทุนในดิจิตอลสตาร์ทอัพด้านโลจิสติกส์ เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงบริการรถขนส่งตามมาตรฐานเอสซีจี ลอจิสติกส์ ที่มีกว่า 7,000 คันทั่วอาเซียนผ่านดิจิตอลแพลตฟอร์มที่สะดวกและรวดเร็ว

นอกจากนี้ รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี ยังกล่าวอีกกว่า เอสซีจีไม่มีแผนลดคนมีแต่เร่ง retrain พนักงานของเราในเรื่องเทคโนโลยี มีการจัดตั้ง Reskill Training Program พัฒนาทักษะพนักงานรองรับความต้องการลูกค้า และขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศ แต่สิ่งที่จะเปลี่ยนไปคือ skill สำหรับคนที่จะเข้ามาใหม่