Home / Uncategorized / สำนักวิจัย ธ. ซีไอเอ็มบีชี้ RCEP คือโอกาสทองของไทย

สำนักวิจัย ธ. ซีไอเอ็มบีชี้ RCEP คือโอกาสทองของไทย

สำนักวิจัย ธ. ซีไอเอ็มบี ไทย ชี้ความร่วมมือกลุ่ม RCEP เป็นโอกาสทองของประเทศ กระตุ้นไทยเดินหน้า …ควบคู่กับการสลายจุดอ่อนจากข้อตกลง TPP พร้อมฟันธง ASEAN ไม่ซ้ำรอย EU

อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า ภายในปีนี้หรือปีหน้าจะได้เห็นการผลักดันขับเคลื่อนเศรษฐกิจการค้าระหว่างไทยกับกลุ่ม RCEP (Regional Comprehensive Economic Partnership) หรือความตกลงพันธมิตรทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค มากยิ่งขึ้น ซึ่ง RCEP เป็นกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่าง ASEAN 10 ประเทศ กับอีก 6 ประเทศ คือ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ที่จะช่วยให้ไทยได้ประโยชน์จากการลดข้อกีดกันทางการค้ากับภูมิภาค

นอกจากนี้ ไทยเองต้องพยายามเดินหน้าความร่วมมือกับกับประเทศในเอเชียมากขึ้นเพื่อลดแรงกดดันจากการที่สหรัฐฯกำลังจะเปลี่ยนนโยบายการค้า มาเน้นผลิตสินค้าในประเทศมากขึ้น และลดการพึ่งพาตลาดต่างประเทศลง ซึ่งนโยบายนี้ของสหรัฐฯจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม จากการที่ไทยเป็นคู่ค้าของสหรัฐฯ และไทยเป็นคู่ค้าของจีนที่ผลิตเพื่อส่งออกไปสหรัฐฯ

ขณะที่ การรวมกลุ่ม TPP (Trans – Pacific Strategic Economic Partnership Agreement) หรือ ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชียและแปซิฟิก กำลังจะกลายเป็นจุดแข็งของไทยจากเดิมที่เคยเป็นจุดอ่อน จากการที่ผู้ท้าชิงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯจากทั้งพรรครีพับลิกัน (โดนัลด์ ทรัมป์) และพรรคเดโมแครต (ฮิลลารี่ คลินตัน) ต่างแสดงจุดยืนด้านนโยบายว่าไม่ต้องการ TPP เพราะต้องการให้สหรัฐกลับมาเป็นมหาอำนาจในการผลิตสินค้าภายในประเทศมากกว่าพึ่งพิงตลาดต่างประเทศ

นโยบายดังกล่าวของผู้ท้าชิงทั้ง 2 คนจะช่วยสลายจุดอ่อนของไทยในเชิงนโยบายการค้า สืบเนื่องจากไทยไม่ได้เข้าร่วมกับ TPP ตั้งแต่ต้น ส่งผลให้ไทยเสียความน่าสนใจในการลงทุนให้แก่เวียดนามซึ่งเข้าร่วมกับ TPP ขณะเดียวกันประเทศที่เข้าร่วม TPP อย่างญี่ปุ่นอาจตัดสินใจย้ายฐานการผลิตจากไทยไปเวียดนามหรือประเทศอื่นๆที่เข้าร่วม TPP ได้ แต่ถ้าสหรัฐฯดำเนินนโยบายไม่ต้องการ TPP ขึ้นมา ทำให้ความน่าสนใจในการลงทุนของไทยยังมีอยู่ จากการที่ไทยมีพรมแดนเชื่อมโยงกับกลุ่มประเทศ CLMV ที่กำลังเติบโต และนักลงทุนสามารถใช้ไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อตอบโจทย์การลงทุน


อย่างไรก็ดี หากเปรียบเทียบการรวมกลุ่ม RCEP กับการรวมกลุ่ม TPP จะพบข้อแตกต่าง โดยการรวมกลุ่ม RCEP ยังมีข้อกังวล เรื่องการมีจำนวนสมาชิกค่อนข้างมาก (16 ประเทศ) เมื่อเทียบกับ TPP (12 ประเทศ) และบางประเทศไม่เคยทำ FTA กันมาก่อน เช่น อินเดียจับคู่กับจีน ทำให้เมื่อเวลานำสินค้ามาลดภาษีร่วมกันจึงต้องมีการยืดหยุ่นก่อน ก่อนจะลดลงเหลือศูนย์ในที่สุด นอกจากนี้ หลายประเทศในอาเซียนมักเจรจาร่วมกันเป็นทีม จึงอาจทำให้เกิดความล่าช้าได้ อีกทั้งยังไม่คุ้นกับการเปิดเสรีมากนัก อย่างไรก็ตาม RCEP เป็นโอกาสดีของไทย ไทยจึงควรเดินหน้าความร่วมมือให้เร็วทันปีนี้หรือภายในปีหน้า


อมรเทพ กล่าวต่ออีกว่า แม้ RCEP จะเป็นโอกาส และการไม่เอา TPP คือการสลายจุดอ่อนของไทย แต่ยังมีประเด็นความเสี่ยงจากสหรัฐ และความผันผวนของตลาดการเงินโลก


ความเสี่ยงจากสหรัฐฯ คือ โอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์วังวนเพดานหนี้เมื่อปี 2013 ซ้ำรอยอีกครั้ง โดยเฉพาะถ้าทรัมป์ได้เป็นประธานาธิบดีอาจเสี่ยงที่จะมีการใช้งบประมาณค่อนข้างมาก จนลุกลามเป็นความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกได้ ขณะที่นโยบายการเงินไม่น่าเปลี่ยนแปลง สหรัฐฯน่าจะชะลอการขึ้นดอกเบี้ยออกไปก่อนจนกว่าการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯจะมีความชัดเจน


สำหรับประเทศที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดหากเศรษฐกิจสหรัฐฯชะลอตัวหรือลดการนำเข้า ได้แก่ กัมพูชาเพราะเป็นประเทศที่พึ่งพิงเศรษฐกิจสหรัฐฯมากที่สุด โดยกัมพูชามีสัดส่วนการส่งออกไปยังสหรัฐฯ 23% ของการส่งออกทั้งหมด รองลงมาเป็นเวียดนามและฟิลิปปินส์ที่มีสัดส่วนการส่งออกไปสหรัฐฯ 21% และ 15% ตามลำดับ ส่วนอันดับ 4 ได้แก่ ไทยซึ่งมีสัดส่วนส่งออกไปสหรัฐฯประมาณ 13% รวมถึงประเทศอื่นๆในอาเซียนด้วยเพราะสหรัฐฯเป็นตลาดหลัก จึงต้องจับตาว่าไทยและอาเซียนจะหันไปพึ่งพาตลาดใดทดแทนการชะลอตัวลงของตลาดสหรัฐฯ


 ไม่ว่าเราจะมีปัญหาอุปสรรคจากการค้าโลก เรื่อง TPP เรื่อง RCEP หรือเรื่องที่หลายๆประเทศสมาชิกมีความเห็นไม่ลงรอยกันเรื่องของทะเลจีนใต้ อย่างไรก็แล้วแต่ เรายังเชื่อว่า ประเทศในอาเซียนยังคงดำเนินความร่วมมือทางเศรษฐกิจในรูปแบบของ AEC ต่อไป ไม่น่ามีประเทศใดประเทศหนึ่งก้าวออกจากพันธมิตรทางการค้าทางเศรษฐกิจ เพราะความร่วมมือในประเทศสมาชิกใน ASEAN นั้น ต่างกับ EU โดย ASEAN เน้นเรื่องของเศรษฐกิจเป็นหลัก ไม่ได้เน้นด้านการเมืองเหมือน EU นอกจากนี้ ยังแตกต่างที่ ASEAN เป็นการพัฒนาความร่วมมือแบบฉันทามติเป็นส่วนใหญ่

เราไม่ได้มีการตั้งกฎเกณฑ์ที่ประเทศสมาชิกจะต้องมีการจ่ายเงินสมทบ หรือต้องมีรัฐบาลที่เหนือกว่า มีอำนาจอธิปไตยเหนือกว่าประเทศใดประเทศหนึ่งเหมือน EU เราจึงมีอิสระในแต่ละประเทศ มีอธิปไตยของแต่ละประเทศมากกว่า และการที่เรายอมรับความแตกต่างของแต่ละประเทศแล้วดำเนินมาตรการร่วมกัน พึ่งพาอาศัยกัน ทำให้แม้ว่าการดำเนินนโยบายต่างๆจะมีความล่าช้าไปบ้าง แต่ก็จะสามารถพัฒนาได้อย่างยั่งยืนและรักษาความร่วมมือได้อย่างต่อเนื่องอมรเทพ กล่าว