Home / Strategic Move / Global Business / งานนี้มีหนาว Amazon และ APPLE เตรียมรุกตลาด Health Care
APPLE

งานนี้มีหนาว Amazon และ APPLE เตรียมรุกตลาด Health Care

ดูเหมือนว่าปีนี้ ตลาด Health Care จะเนื้อหอมสะเหลือเกิน หลังจากที่ Amazon จับมือกับ JP Morgan และ Berkshire Hathaway เตรียมจัดตั้งบริษัท Heath Care เพื่อดูแลพนักงานในเครือของตนเอง ก็ทำเอาธุรกิจประกันสุขภาพ และยารักษาโรค หุ้นร่วงลงราว 5%

APPLE ขอเดินรอยตาม Amazon

APPLE เตรียมเปิดตัวบริการคลินิคสุขภาพ AC Wellness ในช่วงเดือนมีนาคม – มิถุนายน 2 แห่ง คือ เมือง Santa Clara บริเวณ Cupertino รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นที่ตั้งของแอปเปิลพาร์ค (Apple Park) และสำนักงานใหญ่อย่าง Infinite Loop

สำหรับ คลินิค AC Wellness APPLE ได้มอบสิทธิการรักษาพยาบาล ให้กับพนักงาน และครอบครัวสามารถเข้ารับการรักษาที่ AC Wellness ได้

APPLE

ซึ่งในขณะนี้ APPLE ได้มีการประกาศรับสมัครแพทย์ นางพยาบาล นักกายภาพบำบัด และอีกหลายตำแหน่ง แบบลับๆผ่านทางเว็บไซต์ acwellness.com แต่จุดที่น่าสนใจคือ ตำแหน่งแพทย์ที่จะเข้าทำงานใน AC Wellness ของ APPLE ได้ต้องเคยผ่านประสบการณ์ในการป้องกันโรคแห่งอนาคต (Preventing Future Disease) และมีความกระตือรือร้นที่จะนำเสนอแนวทางในการรักษาใหม่ ๆ โดยใช้เทคโนโลยี

และเปิดรับสมัครดีไซน์เนอร์ เพื่อรับหน้าที่ออกแบบโปรแกรมสำหรับพนักงานเพื่อโปรโมตวิถีแห่งการมีสุขภาพดี และปลอดจากโรคด้วย โดยดีไซน์เนอร์จะต้องทำงานร่วมกับทีมเทคโนโลยี และทีมจากฝ่ายปฏิบัติการของบริษัท

การจัดตั้งคลินิครักษาสุขภาพของ APPLE ครั้งนี้ คาดว่า APPLE อาจจะใช้เป็นที่ทดสอบบริการด้านสุขภาพ และโปรดักซ์ใหม่ๆ ที่อาจพัฒนาออกมาวางขายในอนาคต ปัจจุบัน APPLE ร่วมกับมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เพื่อศึกษาหาทางให้แอปเปิลวอทช์ (Apple Watch) สามารถตรวจจับการเต้นที่ผิดปกติของหัวใจได้

ปัจจุบัน ประชาชนในอเมริกา ให้ความสำคัญในเรื่องของประกันสุขภาพและปัญหาเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพมาก บริษัทต่างๆในสหรัฐอเมริกาจึงต้องมีสวัสดิการด้านการรักษาพยาบาลให้กับพนักงาน ส่วนบริษัทจะได้รับสิทธิพิเศษด้านภาษี แต่ต้นทุนดังกล่าวก็เริ่มสูงมากขึ้นจนกระทบต่อผลประกอบการของบริษัท

บริษัทยักษ์ใหญ่ต่างๆจึงพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส ทำธุรกิจ Health Care เองสะเลย ด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาให้บริการ งานนี้ไม่รู้ว่าหุ้นธุรกิจประกันสุขภาพ และยารักษาโรค จะร่วงอีกเท่าไหร่

ที่มา www.cnbc.com และ www.acwellness.com