Home / Leaderships Management / Leadership & Operations / เปิดใจ“ทรงพล ชัญมาตรกิจ” ได้เวลาพา TVD Turnaround

เปิดใจ“ทรงพล ชัญมาตรกิจ” ได้เวลาพา TVD Turnaround

เศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ เม็ดเงินโฆษณาที่แบรนด์ดังเคยอัดงบชนิดไม่มีใครยอมใครกลับลดฮวบถึงขั้นติดลบในช่วง1-2ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะโฆษณาสื่อทีวีที่หดตัวลงมาก

แต่เมื่อหันมามองตัวเลขงบโฆษณาของทีวีไดเร็ค ในไตรมาส 1 ที่ผ่านมา ที่มีการใช้งบสูงถึง 680 ล้านบาท เพิ่มจากไตรมาส 1 ปีที่แล้วที่ใช้ไปเพียง 72 ล้านบาท ทำให้เกิดคำถามที่ผุดขึ้นมาว่า เกิดอะไรขึ้นกับทีวีไดเร็ค ทำไมถึงกล้าอัดงบโฆษณาแซงหน้าแบรนด์คอนซูเมอร์ยักษ์ระดับดับโลกของไทย

ซึ่งงานนี้บิสิเนสมีโอกาสจับเข่าคุยกับ ทรงพล ชัญมาตรกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีวี ไดเร็ค จำกัด (มหาชน) หรือ TVD แบบเอ็กคลูซีพเกี่ยวกับเบื้องหลังการทุมงบมหาศาลครั้งนี้ ซึ่ง ทรงพล เปิดเผยว่า การลงงบโฆษณาจำนวน680ล้านบาทภายในไตรมาสเดียวครั้งนี้ ในยุคที่ทุกคนรู้จักอินเทอร์เน็ต และการซื้อของออนไลน์ ช่วย Remind แบรนด์ทีวี ไดเร็ค ในใจผู้บริโภคกลับมาได้มากขึ้นทีเดียว

 

แต่มากไปกว่านั้นคือ ผลสำเร็จจากตัวเลขรายได้ของทีวี ไดเร็ค ที่เคยทรุดลงเรื่อย ๆ จนองค์กรขาดทุนสะสมต่อเนื่องหลายปี กลับกลายเป็นว่าบริษัทเติบโตอย่างก้าวกระโดด และสามารถพลิกฟื้นตัวเองกลับมา (Turnaround) ได้อย่างสวยงาม

ทรงพล ยอมรับว่า ปี 2561 เป็นปีที่ดีมาก ๆ สำหรับทีวี ไดเร็ค แม้ Performance ยังไม่เติบโตสูงสุด เพราะต้องลงทุนทีวีและอีกหลายอย่าง แต่ผลประกอบการในเดือนธันวาคม 2560 ทีวี ไดเร็ค สามารถทำสถิติสูงสุดในรอบปี โดยกลับมาทำกำไรสุทธิ 7.73 ล้านบาท ฟื้นตัวขึ้นจากช่วง 9 เดือนแรกของปี 2560 ที่ประสบภาวะขาดทุนมาตลอด และผลประกอบการในไตรมาส 1/2561 ทีวี ไดเร็ค มีรายได้รวม 896.82 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.86% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาอีกด้วย

 

ดังนั้น การกลับมา Turnaround ในครั้งนี้ จึงเป็นสิ่งที่น่าจับตาว่า ทีวี ไดเร็ค ทำได้อย่างไร และมียุทธศาสตร์ใดเป็นเคล็ดลับ

เหตุผลที่ ทีวี ไดเร็ค สามารถกลับมายืนบนเส้นทางการเติบโตได้อย่างสวยงามอีกครั้ง ทรงพล มองว่า เกิดจากปัจจัย 3 ข้อ ดังนี้

1. การปรับวิธีคิดในการใช้สื่อ โดยกลับมาใช้วิธีดั้งเดิมเมื่อ 7 ปีแล้ว นั่นคือ “สื่อทีวี” แทนการใช้สื่อออนไลน์ที่ทุกคนมองว่าเป็นเทรนด์และต้องทำ เพราะไม่เช่นนั้นแบรนด์อาจจะหลุดออกจากใจของผู้บริโภคได้

2. การปรับตัวอย่างต่อเนื่อง แม้ปัจจุบันจะมีผู้ให้บริการ TV Home Shopping หลายรายในตลาด แต่ ทีวี ไดเร็ค นับเป็นแบรนด์แรก ๆ ที่ปักหมุดในตลาดและก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ ด้วยฐานลูกค้าที่มีอยู่กว่า 4 ล้านราย และรายได้ปีที่ผ่านมากว่า 3,000 ล้านบาท แต่การเป็นธุรกิจที่ขึ้นตรงกับเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภค ทำให้ต้องปรับตัวให้ทันตามการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และถึงวันนี้ก็ยังต้องปรับตัวเองต่อไป

 

ปัจจุบันช่องทางจำหน่ายสินค้าของทีวี ไดเร็ค จะครอบคลุม 4 แพลตฟอร์ม ทั้งสื่อทีวี ซึ่งเป็นช่องทางในการสร้างรายได้หลัก, ออนไลน์, ไดเร็กเมล และรีเทล โดยผ่านร้านค้าปลีกในชื่อ TV Direct Showcase ปัจจุบันมี 87 สาขา โดยในไตรมาส 3 จะเปิดเพิ่มอีก 3 แห่ง และไตรมาส 4 จะเปิดเพิ่มอีก 3 แห่ง

3. การใส่ใจในคุณภาพสินค้า โดยกระบวนการเสาะหาสินค้าจะมีทั้งซัพพลายเออร์นำมาเสนอ การวิจัยความต้องการ และการส่งทีมออกไปเสาะหาสินค้าที่เป็น Original หรือเป็นเจ้าแรกในตลาด ส่งให้สินค้าทีวี ไดเร็ค มีความต่างและตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภคอยู่เสมอ โดยปัจจุบันมีสินค้าครอบคลุมใน 6 กลุ่ม

และมีบริษัทในเครือถึง 5 บริษัทด้วยกัน ประกอบด้วย 1. บริษัท ทีวีดี โบรกเกอร์ จำกัด ดำเนินธุรกิจนายหน้าประกันชีวิตและประกันวินาศภัย 2. บริษัท ทีวีดี เซอร์วิส จำกัด ให้บริการ Business Support ทั้งภายในและภายนอกกลุ่ม 3. บริษัท ลาสไมล์ ไดเร็ค จำกัด ดำเนินธุรกิจจัดส่งสินค้า 4. บริษัท ทรี-อาร์ดี จำกัด (3-RD) ดำเนินธุรกิจ Business Process Outsourcing 5. บริษัท เมจิก พีวอท จำกัด (Magik Pivot) ให้บริการ ISP และ DATACENTER

“ปัจจุบันรายได้หลักของบริษัทยังคงมาจากทีวี ไดเร็ค ส่วนธุรกิจในเครือนั้นยังรันไปได้ ครึ่งหนึ่งสร้างผลกำไรแล้ว อีกครึ่งหนึ่งยังขาดทุน ซึ่งผมคิดว่าต้องใช้เวลาอีกประมาณ 2 ปี ทุกบริษัทจะเข้าที่ และถ้าเราผ่านไปได้ จะสร้างความยั่งยืนให้กับกลุ่ม”

ทรงพล ย้ำให้ฟังถึงเป้าหมายลึก ๆ ในใจที่อยากจะเห็น พร้อมกับฉายให้ฟังถึงภาพรวมตลาด TV Home Shopping ในเมืองไทยนับจากนี้ว่า ยังคงแข่งขันรุนแรงต่อเนื่อง ทั้งคู่แข่งตรงที่เป็น TV Home Shopping และคู่แข่งทางอ้อมอย่างออนไลน์ ชอปปิง และในอนาคตสิ่งที่จะได้พบมากขึ้นคือ สถานีโทรทัศน์ จะหันมาทำทีวี ชอปปิง ซึ่งทีวี ไดเร็ค ก็ต้องทำเช่นกัน โมเดลอาจจะเป็นการร่วมกับสถานีหรือป้อนสินค้าให้กับช่อง

“แม้ตลาด TV Home Shopping ในไทยจะเติบโตเพิ่มขึ้น แต่ยังเล็กมาก มูลค่ารวมยังไม่ถึง 20,000 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตปีละ 15% ติดต่อกันมา 4 ปี โดยปีที่แล้วเติบโตขึ้น 20% เพราะคู่แข่งโหมทำตลาด ตลาดจึงยังมีช่องว่างและเติบโตได้อีกมหาศาล เพียงแต่สินค้าต้องหลากหลาย แตกต่าง และตอบโจทย์ Need ของลูกค้า” ทรงพล ย้ำท้ายด้วยน้ำเสียงมั่นใจ

ดังนั้น กับเป้าหมายที่เขาวาดหวังเอาไว้ จึงอาจจะไม่ใช่เรื่องที่ไกลเกินเอื้อม !!