Home / Strategic Move / Special Issue / 15 ปี พีพี กรุ๊ป เขย่าตลาดแฟชั่นไลฟ์สไตล์
พีพี กรุ๊ป

15 ปี พีพี กรุ๊ป เขย่าตลาดแฟชั่นไลฟ์สไตล์

15 ปี พีพี กรุ๊ป เขย่าตลาดแฟชั่นไลฟ์สไตล์
พร้อมดันยอดโตก้าวกระโดด มั่นใจ สิ้นปี 61 ทะลุ 1.2 พันล้าน
ประกาศรุกอีคอมเมิร์ซเต็มสูบส่ง ลองฌอมป์ ประเดิมออนไลน์


พีพี กรุ๊ป ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้าแฟชั่นไลฟ์สไตล์ภายใต้แบรนด์ Céline (เซลีน), Emilio Pucci (เอมิลิโอ ปุชชี่), Givenchy (จีวองชี่), Loewe (โลเอเว่), Longchamp (ลองฌอมป์), MCM (เอ็มซีเอ็ม), Roger Viiver (โรเฌร์ วิวิเยร์), Tod’s (ท็อดส์) และ Tory Burch (ทอรี่ เบิร์ช) แถลงข่าวประกาศรุกหนักในรอบ 15 ปี อัดงบประมาณการลงทุนกว่า 200 ล้าน ชู 3
กลยุทธ์ ดันยอดขายเติบโตก้าวกระโดด พร้อมส่ง Longchamp ลุยอี-คอมเมิร์ซเต็มสูบ มั่นใจสิ้นปี 61 ทะลุ 1,200 ล้านบาท

ภายในงานวันนี้ ซึ่งจัดขึ้นที่ ห้องแกรนด์บอลรูม ชั้น B1 โรงแรมพาร์คไฮแอต กรุงเทพฯ ได้รับเกียรติจากสองผู้บริหาร สุวดี พึ่งบุญพระ ประธานกรรมการ และโอฬาร ปุ้ยพันธวงศ์ รองประธานกรรมการ พีพีกรุ๊ป ร่วมให้ข้อมูล โดยมีสื่อมวลชนร่วมฟังการแถลงข่าวครั้งสำคัญคับคั่ง

พีพี กรุ๊ป

สุวดี พึ่งบุญพระ เปิดเผยว่าจากการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมาตลอดระยะเวลา 15 ปี บริษัทมีอัตราการเติบโตที่ดีอย่างต่อเนื่อง นับจากปี 2546 และได้สร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ด้วยการนำเข้าแบรนด์ชั้นนำต่างๆ โดยปัจจุบันมีแบรนด์ภายใต้การบริหารทั้งสิ้น 9 แบรนด์ ได้แก่ Céline (เซลีน), Emilio Pucci (เอมิลิโอ ปุชชี่), Givenchy (จีวองชี่), Loewe (โลเอเว่), Longchamp (ลองฌอมป์), MCM (เอ็มซีเอ็ม), Roger Viiver (โรเฌร์ วิวิเยร์), Tod’s (ท็อดส์) และ Tory Burch (ทอรี่ เบิร์ช “พีพี กรุ๊ป ไม่เคยหยุดยั้งที่จะพัฒนารูปแบบของบริการให้สอดคล้องกับยุคสมัย รวมถึงนำสินค้าใหม่เข้ามาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าอย่างตรงจุด โดยในปี 2561

จะขับเคลื่อนผ่าน 3 กลยุทธ์หลักที่ช่วยให้ธุรกิจเติบโตอย่างก้าวกระโดด ประกอบด้วย 1.Loyalty program ของพีพีกรุ๊ป เน้นการทำ CRM กับลูกค้า VIP 2.แบรนด์ใหม่ที่กำลังจะเปิดตัวเป็นครั้งแรกในประเทศไทยช่วงปลายปีนี้ และ 3.การเข้าสู่การขายออนไลน์หรือ e-commerce อย่างเป็นทางการของแบรนด์ Longchamp”

พีพี กรุ๊ป

ด้าน โอฬาร ปุ้ยพันธวงศ์ เปิดเผยถึงภาพรวมของบริษัทฯ ในช่วงที่ผ่านมาว่า “ในช่วงสอง สามปี ที่ผ่านมา ถือว่าเป็นปีที่ยากของธุรกิจในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม พีพี กรุ๊ป ยังมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2558 เทียบกับ 2559 เรามีอัตราการเติบโตประมาณ 40% ทั้งนี้ โดยเป็นเมื่อเทียบอัตราการเติบโตแบบ Like for Like จะมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ประมาณ 20% นอกจากนั้น เป็นผลมาจากการขยายสาขาของ MCM ที่สยามพารากอน Central Embassy และการที่เราเพิ่ม TOD’s เข้ามาในพีพี กรุ๊ป”

“ส่วนสถานการณ์ในไตรมาสแรกของปี 2561 พบว่ามีอัตราการเติบโตสูงถึง 46.20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มที่ดีทางเศรษฐกิจ และการจับจ่ายของผู้บริโภคที่ฟื้นตัว ทำให้บริษัทมีความเชื่อมั่นในการลงทุนทางด้านต่างๆ มากขึ้น โดยจัดสรรงบประมาณไว้ 150-200 ล้านบาท สำหรับเงินลงทุนในการสร้างร้าน การตลาดประชาสัมพันธ์ และส่งเสริมการขาย พร้อมตั้งเป้าหมายของยอดขายประมาณ 1,200 ล้านบาท ในสิ้นปี 2561 นี้”

“ขณะที่การเดินหน้ากลยุทธ์ปี 2561 ในส่วนของ Loyalty Program ได้เริ่มดำเนินงานมาก่อนแล้ว โดยเฉพาะการทำ CRM ของแต่ละแบรนด์ ซึ่งทำให้ได้ข้อมูลต่างๆ มาวิเคราะห์ และพัฒนาการทำตลาดให้ดียิ่งขึ้น ในช่วงที่ผ่านมาลูกค้าประจำบางแบรนด์ มีการซื้อสินค้าจากแบรนด์อื่นที่อยู่ในกรุ๊ปของบริษัทฯ ในปีนี้ จึงเริ่มทำ CRM อย่างจริงจัง โดยการดึงข้อมูลลูกค้าของทุก
แบรนด์ในเครือ มาเป็นส่วนกลางเพื่อให้เห็นพฤติกรรมลูกค้าในภาพกว้างขึ้น จึงได้มีการลงทุนพัฒนาระบบใหม่ ทำให้เกิด Loyalty Program ในลักษณะของกรุ๊ปขึ้นมา เพื่อให้ลูกค้าของเราได้ประโยชน์ และสิทธิพิเศษเพิ่มเติมในฐานะ VIP ของพีพี กรุ๊ป อีกด้วย” สุวดีกล่าว

สุวดี พึ่งบุญพระ ได้กล่าวเสริมถึงคำว่า VIP ของกรุ๊ป ว่า “Loyalty Program ของเราคือการทำ VIP Program ของลูกค้าที่ซื้อสินค้าทั้ง 9 แบรนด์ในเครือพีพีกรุ๊ป โดยเราแบ่งเป็น 2 ประเภทคือลูกค้า PP Pearl และ ลูกค้า PP Pure โดยแบ่งเกณฑ์ตามยอดซื้อสะสมของลูกค้าภายใน 1 ปี
แน่นอนว่าเมื่อเป็น VIP ของกรุ๊ปเรา สิทธิประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับย่อมดีกว่าการเป็น VIP แบรนด์ เพราะลูกค้าจะมีสิทธิเข้าถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆที่เราจะเสนอให้ของทุกแบรนด์ เรียกได้ว่าเป็น VIP ของเราได้สิทธิถึง 9 เท่า เลยทีเดียว”

โอฬาร ปุ้ยพันธวงศ์ เปิดเผยด้วยว่า ได้เตรียมเสริมความแข็งแกร่งให้กับพอร์ตฟอลิโอด้วยการเปิดตัวแบรนด์ใหม่ภายใต้ชื่อ “Off-white” (ออฟไวท์) เป็นแบรนด์กึ่งสตรีทและไลฟ์สไตล์ จากประสบการณ์ที่ได้ทำธุรกิจเกี่ยวกับแฟชั่นมาหลายปี ได้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงมาตลอด จะเห็นว่าแนวโน้มของสินค้าหลายอย่างจากแบรนด์คู่แข่ง ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ที่เคยเน้นสินค้าลักชัวรี่แบบดั้งเดิม ก็หันมาออกแบบสินค้าในไลน์ที่จับกลุ่มลูกค้าสตรีทมากขึ้น โดยเฉพาะคนไทยที่เทรนด์ของสตรีทกำลังมาแรง และมีพฤติกรรมหันมาสนใจแฟชั่นมากขึ้น มากกว่าในอดีตที่ผ่านมา

“ขณะเดียวกัน fashion blogger คนไทยก็แต่งตัวโดดเด่นในงาน fashion week ระดับโลก เชื่อว่ามีผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภคมาก และที่สำคัญ ผู้บริโภคมีความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น การเลือกซื้อสินค้าแฟชั่นจึงมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครหรือแตกต่าง มองว่าแบรนด์ใหม่ที่กำลังจะเปิดตัวอย่าง Off-White เป็นแบรนด์ที่ชัดเจน สนุก กล้าท้าทาย จะตอบโจทย์ผู้บริโภคคนไทยได้เป็นอย่างดี รวมถึงนักทองเที่ยวชาวต่างชาติ ล่าสุดแบรนด์ดังกล่าวไปขยายตลาดไปยังหัวเมืองใหญ่ๆทั่วโลก ก็มีผลตอบรับที่ดีมาก แน่นอนว่าการที่ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวตลาดจีนเดินทางเข้ามาจำนวนมาก ก็ย่อมเป็นผลดีต่อการสร้างยอดขายเช่นเดียวกัน” สุวดี กล่าว

โอฬาร ปุ้ยพันธวงศ์ เผยถึงอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญของปีนี้ จะเป็นเรื่องการขยายช่องทางการขายไปสู่รูปแบบอี-คอมเมิร์ซ “ต้องยอมรับว่าพฤติกรรมของผู้บริโภคได้เปลี่ยนไปมาก โดยเฉพาะการหันมาช้อปปิ้งออนไลน์กันมากขึ้น ขณะเดียวกันประเทศไทยยังมีการพัฒนาแพลตฟอร์มขึ้นมามากมาย ในส่วนของพีพีกรุ๊ปเองได้ทดลองขายของทางออนไลน์กันมาระยะหนึ่งผ่านแบรนด์ Longchamp และ MCM ที่มีการขายผ่านทางแอพลิเคชั่น Line@ ซึ่งเดิมทีเป็นเหมือนการอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าที่บางครั้งไม่สะดวกมาที่ร้าน โดยเฉพาะลูกค้าในต่างจังหวัด จากจุดเริ่มต้นดังกล่าว ทำให้บริษัทฯ พัฒนาช่องทางอี-คอมเมิร์ซอย่างเต็มรูปแบบ”

“โดยที่ผ่านมา ecommerce IQ ได้เปิดเผยข้อมูลว่า ในปี 2016 มูลค่าการซื้อขายสินค้าอีคอมเมิร์ซของธุรกิจค้าปลีกในประเทศไทย มีมูลค่าสูงถึง 3 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยธุรกิจแฟชั่นมีมูลค่าประมาณ 390 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือมากกว่า 13,650 ล้านบาท และเป็นกลุ่มสินค้าทีมีอัตราการเติบโตสูงถึง 49% จากแนวโน้มดังกล่าวทำให้เราตัดสินใจลงทุนพัฒนาเว็บไซต์ https://onlinestore.ppgroupthailand.com/ โดยเลือก Longchamp มาเป็นแบรนด์แรกในการจัดจำหน่ายทางออนไลน์อย่างเป็นทางการ”

“ส่วนสาเหตุที่เราเลือก Longchamp เนื่องจากเป็นแบรนด์ที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ประสบความสำเร็จและอยู่ในตลาดโลกมาครบ 70 ปี นับเป็นโอกาสอันดีที่บริษัทจะเฉลิมฉลองด้วยการขยายโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ให้กับตลาดประเทศไทย โดยที่ผ่านมาหากเอ่ยชื่อแบรนด์นี้ก็เป็นที่คุ้นเคยของผู้บริโภคชาวไทยเป็นอย่างดีแล้ว เนื่องจากอยู่ในตลาดประเทศไทยมากว่า 11 ปี จึงทำให้สามารถเข้าถึงลูกค้าได้โดยง่ายในช่องทางออนไลน์” สุวดีกล่าว

พีพี กรุ๊ป

สองผู้บริหาร พีพี กรุ๊ป ได้ร่วมให้ข้อมูลต่อไปว่า แม้ว่าจะมีหลายแบรนด์จำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางอี-คอมเมิร์ซ แต่บริษัทฯ มีจุดแข็งที่เชื่อว่าจะสร้างแรงดึงดูดผู้บริโภคได้อย่างแน่นอน ได้แก่

1. จุดแข็งของการเป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ เมื่อซื้อสินค้าจากบริษัทฯ ย่อมมั่นใจได้ว่าเป็นของแท้แน่นอน

2. ระบบบริการที่ลูกค้าในออนไลน์จะได้รับเหมือนกับการซื้อผ่านหน้าร้าน อาทิ การส่งซ่อม, เปลี่ยนสินค้า หรือแม้แต่บริการหลังการขายอื่นๆ 3.สินค้าเอ็กซ์คลูซีฟที่มีแค่เฉพาะช่องทางออนไลน์เท่านั้น ซึ่งจะถูกปรับเปลี่ยนตามฤดูกาล ระดับราคาของสินค้าเริ่มต้น 4,000-40,000 บาท ซึ่งในส่วนนี้เชื่อว่าจะแข่งขันกับคู่แข่งได้อย่างแน่นอน โดยเฉพาะ Grey Market หรือร้านหิ้ว

ขณะที่กลุ่มเป้าหมายเป็นผู้บริโภคอายุตั้งแต่ 25-40 ปี ที่มีพฤติกรรมที่ชอบการสั่งซื้อสินค้าผ่านออนไลน์ โดยพีพี กรุ๊ป นับเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้ากลุ่มแฟชั่นรายแรกของประเทศไทย ที่ปรับตัวตามยุคสมัยด้วยการเพิ่มการจำหน่ายสินค้าในรูปแบบออนไลน์ เนื่องจากมีความเข้าใจว่าเทคโนโลยีได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกและพฤติกรรมของผู้บริโภค การมีอี-คอมเมิร์ซจะช่วยทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างก้าวกระโดดได้อีกทางหนึ่ง

นอกจากนี้ พีพี กรุ๊ป ยังเตรียมความพร้อมเรื่องของสินค้า โดยสินค้าที่วางจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์จะเหมือนกับหน้าร้านทุกอย่าง ทั้งยังเพิ่มสินค้าเอ็กซ์คลูซีฟเข้ามาด้วย โดยขณะนี้มีมากกว่า 100 เอสเคยู และจะทำการปรับเปลี่ยนอยู่เสมอ ทำให้มีสินค้าที่สดใหม่อยู่ตลอดเวลา การซื้อผ่านออนไลน์จะทำให้ผู้บริโภคมีความสะดวกสบายยิ่งขึ้น เพราะสามารถสั่งซื้อสินค้าได้ทุกที่ ทุกเวลา โดยเว็บไซต์ได้มีการออกแบบมารองรับกับสมาร์ตโฟนได้เป็นอย่างดี

“เราเชื่อว่าออนไลน์จะไม่ใช่เป็นเพียงแค่ช่องทางการจำหน่ายสินค้า แต่เปรียบเสมือนอีกหนึ่งหน้าร้านที่สร้างรายได้ให้กับธุรกิจ หลังจากบริหารงานเชิงรุกอีคอมเมิร์ซมากขึ้น ถึงทำให้เราสามารถตอบสนองความต้องการของคนหมู่มากเพิ่มขึ้น เหมือนกับว่าเรากำลังพูดกับคนทั้งประเทศ แต่จากเดิมเราพูดกับแค่คนในกรุงเทพฯและปริมณฑล เราชื่อว่าจากความสำเร็จของ Longchamp จะเป็นต้นแบบให้แบรนด์อื่นๆในเครือ เริ่มสนใจที่จะเข้ามาซื้อขายผ่านช่องทางออนไลน์พีพี กรุ๊ป” โอฬาร กล่าวทิ้งท้าย