Home / News & Event / จับตาตลาดหุ้นปี 2560 แกว่งตัวแรง

จับตาตลาดหุ้นปี 2560 แกว่งตัวแรง

ซุปเปอร์เทรดเดอร์ รีพับบลิค มองตลาดหุ้นปี 2560 แกว่งตัว Sideway กรอบใหญ่

 

* ผู้บริหาร ซุปเปอร์เทรดเดอร์ รีพับบลิค มองตลาดหุ้นไทยปี 2560 แกว่งตัวแรง ภายใต้กรอบ 1,200-1,600จุด

* จับตาวิกฤติที่จะมาทุก 10 ปีกระทบตลาดหุ้น แนะเทรดเดอร์ศึกษาสินค้าที่สามารถเทรดได้ทั้งขาขึ้นและขาลงเพื่อบริหารความเสี่ยง

* ค่าเงินเยนส่งผลต่อเนื่องไปถึงปี 2017 – 2018

 

กระทรวง จารุศิระ ประธานกรรมการ บริษัท ซุปเปอร์เทรดเดอร์ รีพับบลิค จำกัด มองภาพรวมของตลาดหุ้นไทยปี 2560 เป็นแนวโน้มออกข้าง (Sideway) กรอบใหญ่ ตั้งแต่ 1,200-1,600 จุด เนื่องจากยังไม่เห็นปัจจัยบวกใดที่ทำให้หุ้นขึ้นแรงๆได้ และยังไม่เห็นปัจจัยเสี่ยงอะไรที่จะทำให้เกิดวิกฤติจนหุ้นตกแรงๆเช่นกัน

 

“แต่ห้ามประมาทเพราะคำว่าวิกฤติจะเกิดขึ้นขณะที่เราไม่รู้ตัวเสมอ กว่าจะรู้ว่าเป็นวิกฤติก็มักจะเกิดขึ้นไปแล้ว ส่วนภาพรวมการเติบโตของบริษัทจดทะเบียนไทยน่าจะเป็นไปตามปกติเท่านั้น ไม่ได้เติบโตโดดเด่นมากจนทำให้หุ้นขึ้นเกินกว่า 1,600 จุด”

 
ข้อดีของการการที่ตลาดหุ้นเคลื่อนไหวแบบแนวโน้มออกข้าง ทำให้มีกรอบในการเทรดที่ชัดเจน คือเมื่อหุ้นลงแรงๆก็สามารถเข้าไปซื้อได้ และขายเมื่อหุ้นขึ้นถึงสุดทาง หรือจะเล่นโปรดักต์อย่าง Short TFEX หรือ Put DW ก็ได้เช่นกัน
หุ้นที่น่าสนใจในการลงทุน ต้องหาหุ้นที่มีผลกำไรเติบโตทุกไตรมาสและต้องเติบโตอย่างมั่นคง

 

คือไม่ได้มีกำไรที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว หรือไม่เช่นนั้นต้องหาหุ้นที่ดำเนินกิจการแบบผูกขาดหรือกึ่งผูกขาด มีความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมนั้นๆ อย่างกลุ่มสื่อสาร โรงพยาบาล หุ้นกลุ่มนี้ต่อให้ตลาดลงแรงๆก็จะมีแรงซื้อเข้ามาเสมอ หรือหุ้นที่ Downside Risk ต่ำๆ เช่น P/E ต่ำกว่า 10 เท่า ปันผลสูงกว่า 6% P/BV ต่ำกว่า 1 ฯลฯ หุ้นแบบนี้เราสามารถซื้อแบบ DCA ได้ แม้ราคาอาจจะไม่ขึ้นแต่ก็ความเสี่ยงต่ำ แต่ถ้าธุรกิจเขาดีขึ้น ราคาหุ้นก็อาจจะขึ้นก็ได้

 
สิ่งสำคัญสำหรับผู้ที่เป็นเทรดเดอร์ ควรจะฝึกตัวเองให้สามารถทำกำไรได้ในทุกสภาวะตลาด ปัจจุบันตลาดหุ้นไทยมีโปรดักต์ที่สามารถเทรดได้ทั้งขาขึ้นและขาลงอยู่ อยากให้ไปศึกษาดูจะช่วยให้เราสามารถเทรดได้ตลอดทั้งปี ไม่ใช่รอเฉพาะหุ้นขึ้นถึงมีกำไร

 
ทางด้านปุณยวีร์ จันทรขจร กรรมการบริหาร บริษัท ซุปเปอร์เทรดเดอร์ รีพับบลิค จำกัด มองตลาดหุ้นปีหน้าด้วยปัจจัยเศรษฐกิจมหภาคคาดว่าจะมีความผันผวนสูงจากสองปัจจัยคือนโยบายของผู้นำสหรัฐฯคนใหม่รวมถึงการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ประกอบกับความวุ่นวายทางการเมืองในกลุ่มประเทศยุโรปประเด็นเกี่ยวกับการแยกตัวออกจากอียู รวมถึงข้อตกลงเรื่องปริมาณการผลิตน้ำมันของกลุ่ม OPEC ที่น่าจะมีผลต่อเนื่องมาถึงปี 2017

 

“เราจะเห็นได้ว่าปี 2016 ถือเป็นปีแห่งจุดเริ่มต้นหรือเป็น Big Reversal Point ในหลายๆตลาด ไม่ว่าจะเป็นการที่ดัชนีดอลล่าร์สหรัฐทะลุระดับ 100 ในรอบ 13 ปี ค่าเงิน เยนที่ผันผวนขึ้นลงเป็นวงกว้างถึง 15 เยนในปีเดียว ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องไปถึงปี 2017 – 2018 แน่นอน”

 
ทิศทางฟันด์โฟลว์ในปี 2560 มองว่ายุคกระทิงของตราสารหนี้ได้จบไปแล้ว ตลาดที่เม็ดเงินขนาดมหาศาลจะสามารถไหลเข้าได้ คือ ตลาดหุ้นและตลาดสินค้า Commodity ถือว่ามีความน่าสนใจทั้งคู่ โดยสรุปแล้ว ความผันผวนที่เกิดขึ้นมีไม่แพ้ปี 2559 เทรดเดอร์รายย่อยที่เน้นสินค้าที่มี Leverage ทั้งBlock Trade ใน Single Stock Future และ Derivatives Warrant น่าจะทำให้มีรอบในการเล่นที่ใหญ่และสนุกขึ้น

 

ขณะที่กนิษฐา รอดดำ กรรมการบริหาร บริษัท ซุปเปอร์เทรดเดอร์ รีพับบลิค จำกัด มองภาพ SET Index ปี 2560 โดยใช้ทฤษฎีคลื่น (Elliot Wave) ตลาดหุ้นไทยถือว่าอยู่ในช่วง Sideway ของ Wave 4 ทำให้มีกรอบการเคลื่อนไหวอยู่ที่ 1,450-1,600 จุด หาก SET Index สามารถสร้างจุดสูงสุดใหม่ได้ในปี 2560 จะเป็นการเข้าสู่ Wave 5 ทำให้ หุ้นไทยสามารถขึ้นไปทดสอบแนวต้านสำคัญที่ระดับ 1,650 1,750 หรือ 1,900 จุด (เป็นเพียงความน่าจะเป็นตามทฤษฎี)

 

อย่างไรก็ตาม การขึ้นของ SET Index ในปีหน้าจะเป็นการขึ้นเพื่อจบรอบตลาดขาขึ้นและเข้าสู่จุดเริ่มต้นของขาลงเต็มตัว ซึ่งสอดคล้องกับตัวเลขที่ว่าทุก 10 ปี จะต้องมีวิกฤติเกิดขึ้นเพื่อปรับสมดุลโดยธรรมชาติ
“อยากให้เทรดเดอร์ระวังการลงทุนในปีหน้า โดยให้ตั้งจุด Take Profit และ Stop Loss ชัดเจนและมองหาโปรดักต์ที่สามารถเทรดได้ในภาวะที่ตลาดเป็นขาลง”

 

ขณะที่มุมมองด้านตลาดตราสารอนุพันธ์ในปีหน้า จุติ เสนางคนิกร กรรมการบริหาร บริษัท ซุปเปอร์เทรดเดอร์ รีพับบลิค จำกัด เปิดเผยว่าจากข้อมูลในอดีต ดัชนี SET และ SET50 มักจะเกิดการกลับตัวของราคาในช่วงเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม แต่ในปี 2559 นี้ราคาได้เกิดการกลับตัวไปแล้วในช่วงเดือนตุลาคม และจากข้อมูลการเปลี่ยนแปลงของราคาในเดือนธันวาคม ตั้งแต่ปี 1975-2015 มีค่าเฉลี่ย +2.44% ต่อเนื่องไปถึงเดือนมกราคม มีค่าเฉลี่ย +2.38% ดังนั้นโอกาสที่ตลาดหุ้นปีหน้ามีแนวโน้มเหมือนกับข้อมูลในอดีตถือว่ามีโอกาสเป็นไปได้มากเช่นกัน

 
“กรอบราคาในตลาด SET50 ได้ผ่านแนวต้านของปีที่แล้ว ที่ 875 จุด เมื่อขึ้นไปแล้วมีการย่อตัวทดสอบที่ราคาดังกล่าวพอสมควร กลายป็นแนวรับสำคัญ อย่างไรก็ตามหลังจากนี้จนถึงสิ้นปี 2559 ก็จะมีแนวต้านของตลาด SET50 อยู่ที่ 970 จุดหากไปถึงระดับราคานั้นได้ ตลาดก็จะยอมรับกรอบราคาขาขึ้น เตรียมที่ยกกรอบของราคาขึ้นไปยังระดับที่สูงขึ้นต่อไป”