Home / Strategic Move / Spotlight / ใช้ชีวิตแบบไหน ไม่หลุดเทรนด์ยุคดิจิทัล

ใช้ชีวิตแบบไหน ไม่หลุดเทรนด์ยุคดิจิทัล

เทคโนโลยีที่ทันสมัยไม่ได้ก่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ให้กับโลกเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อพฤติกรรมของมนุษย์ที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย และเมื่อพฤติกรรมของคนเปลี่ยนไป ธุรกิจต่างๆ ก็ปรับตัวเริ่มคิดหาอะไรใหม่ๆ เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน

ในยุคดิจิทัลแบบนี้ถ้าคุณไม่ปรับเปลี่ยนคุณก็ต้องปรับตัว อย่างน้อยควรต้องเรียนรู้ที่จะใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านั้น เพราะเรากำลังเติบโตอยู่ในโลกยุคใหม่เกี่ยวข้องกับดิจิทัลไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง มีผู้ผลิตสมาร์ทโฟนบางรายพัฒนาแอปพลิเคชั่นสำหรับวางแผนชีวิตได้ตั้งแต่ตื่นนอนจนเข้านอน หรือแม้แต่แอปพลิเคชั่นสำหรับวางแผนการเงินระยะสั้นและระยะยาวหรือวางแผนไปถึงขั้นเกษียณก็ย่อมทำได้ เรียกได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของวิถีการใช้ชีวิติคนปัจจุบันไปแล้ว ใครๆ ก็เข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้ เพียงแค่มีสมาร์ทโฟนหรือคอมพิวเตอร์ ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ก็สามารถเชื่อมต่อเว็บไซต์ เฟสบุ๊ค หรือแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน ได้ทุกที่ทุกเวลา

และข้อมูลต่อไปนี้คือส่วนหนึ่งของเทคโนโลยีที่จะเข้ามามีบทบาทต่อไลฟ์สไตล์ในอนาคตของคนยุคใหม่ในไม่ช้า สิ่งสำคัญคือเราควรรีบเรียนรู้และตามให้ทัน

Digital Natives is Always on Customer

กลุ่มคนที่ต้องการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านเครื่องมือสื่อสารประเภทต่างๆ อยู่ตลอดเวลา และพบว่าในปัจจุบันกำลังเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่คนกลุ่มนี้ต้องการคงหนีไม่พ้นเรื่องความสะดวก รวดเร็วในการเข้าถึงข้อมูลได้อย่างทันที ทุกที่ทุกเวลา โดยให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลบนโลกไซเบอร์ด้วย

ซึ่งความต้องการดังกล่าวทำให้เกิดการพัฒนาอุปกรณ์ดิจิทัลที่สวมใส่แบบพกพาหรือ Wearable Devices เพื่อตอบสนองความต้องการรอบด้านของไลฟ์สไตล์คนยุคนี้ อาทิ อุปกรณ์สวมใส่ข้อมือเพื่อตรวจวัดการก้าว-เดิน-วิ่ง การตรวจเช็คอัตราการเต้นของหัวใจ หรือตรวจวัดเปอร์เซนต์ไขมันในร่างกาย ซึ่งกลายเป็นอุปกรณ์จำเป็นของกลุ่มคนที่รักสุขภาพ เป็นต้น

AR เทคโนโลยีเสมือนจริง

ลองจินตนาการว่าหากคุณสามารถใช้ชีวิตอยู่นอกบ้าน ทำกิจกรรมประจำวันง่ายๆ เช่น ซื้อของที่ซูเปอร์มาร์เก็ต เดินทางไปธนาคาร หรือแม้แต่การนั่งชมฟุตบอลนัดสำคัญติดขอบสนามโดยที่ไม่ต้องก้าวเท้าออกจากบ้านเลย มันจะวิเศษขนาดไหน โดยเฉพาะกับคนที่ไม่ค่อยชอบทำกิจกรรมเหล่านี้นอกบ้านด้วยตัวเอง หรือต้องการประหยัดเวลาในการเดินทาง

แล้ว AR คืออะไร? AR ย่อมาจากคำว่า Augmented Reality เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ควบรวมโลกแห่งความเป็นจริง (Real) เข้ากับโลกเสมือน (Virtual) และเชื่อมโยงเข้ากับตำแหน่งพิกัด GPS โดยผ่านทางอุปกรณ์ต่างๆ เช่น กล้อง สมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ทำงานควบคู่กับแอปพลิเคชั่นเพื่อให้คุณค้นหาพิกัดที่จะเดินทางไปได้อย่างแม่นยำ ฉะนั้นเทคโนโลยี AR นี้จะสามารถทำให้ผู้ใช้เห็นภาพเสมือนจิงได้รอบด้าน โดยคุณไม่จำเป็นต้องเดินทางไปสถานที่จริงเลย

จากงานวิจัยของ Baramizi บริษัทที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านรีเทลแบรนด์ดิ้ง ได้ศึกษาเกี่ยวกับเทรนด์ผู้บริโภคในอนาคตพบว่า คนมีแนวโน้มที่จะชื่นชอบสิ่งที่นอกเหนือจากไลฟ์สไตล์ปกติ สิ่งที่เหนือความคาดหมาย และนิยมอุปกรณ์ที่สวมใส่ได้ ทั้งหมดนี้ไม่ใช่การคาดเดาแต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงและจะกลายเป็นไลฟ์สไตล์ใหม่ของคนยุคดิจิทัล มีตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงแล้ว คือเมื่อต้นปีโรงแรม The Marriott Hotel เริ่มจัดแคมเปญที่นำเทคโนโลยี AR กับเครื่อง Volvo’s Google Cardboard test drive ให้คู่บ่าวสาวที่เพิ่งแต่งงานได้สัมผัสประสบการณ์ฮันนีมูนในสถานที่ต่างๆ ในลอนดอนและฮาวาย จากหน้า New York City Hall ซึ่งเป็นสถานที่แต่งงานของพวกเขา โดยที่พวกเขาไม่จำเป็นต้องเดินทางไปสถานที่จริงเลย อีกหน่อยการเดินทางรอบโลกด้วยวิธีนี้อาจจะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนที่มีงบประมาณและเวลาจำกัด

Mobile Financial Service

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา We Are Social ดิจิทัลเอเจนซี่ชื่อดังในสิงคโปร์ ทำรายงานเกี่ยวกับ Digital in 2016 พบว่า ประเทศไทยมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตกว่า 38 ล้านคน คิดเป็น 56% ของประชากรทั้งสิ้น 68 ล้านคน ด้าน PwC Consulting (ประเทศไทย) ก็เคยคาดการณ์ว่าในปี 2560 คนไทย 2 ใน 3 จะเป็นเจ้าของสมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้น ส่งผลให้มีธุรกิจการเงินรูปแบบใหม่เกิดขึ้นทางสมาร์ทโฟนมากมาย

 

อาทิแบงก์ระดับโลก Bank of America ก็กำลังเตรียมเปิดตัวระบบ AI ปลายปี 2560 ที่มีชื่อว่า Erica ซึ่งเป็นระบบ Virtual Assistant สามารถโต้ตอบผ่านการทำธุรกรรมทางการเงินโดยใช้สมาร์ทโฟน และยังวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าได้ เช่น หากต้องการสมัครบัตรเครดิต เอริก้าจะตรวจสอบบัญชีย้อนหลัง วิเคราะห์ความสามารถในการชำระหนี้และพฤติกรรการใช้จ่าย เพื่อคำนวณหาวงเงินสินเชื่อที่เหมาะสม หรือในกรณีที่มีการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตสูง เอริก้าจะแจ้งเตือนเพื่อให้ทราบถึงความเสี่ยงในการรับภาระหนี้สิน

สำหรับในประเทศไทยก็มีหลายธนาคารที่นำเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทกับธุรกรรมทางการเงิน ตั้งแต่การโอนเงิน ถอนเงิน ผ่านทางอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง และแอปพลิเคชั่น ตลอดจนการเช็คยอดเงิน ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งไม่เพียงแต่ผู้บริโภคจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทำธุรกรรมทางการเงินเท่านั้น ตัวผู้ให้บริการอย่างธนาคารต่างๆ เอง ก็ต้องคิดหากลยุทธ์เพื่อสร้างความสะดวกสบาย รวดเร็ว และปลอดภัยที่สุด เพื่อให้ลูกค้าที่ทำธุรกรรมทางการเงินเกิดความอุ่นใจ

 

ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ME by TMB เป็นหนึ่งในธนาคารรูปแบบใหม่ที่เข้าใจพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนยุคดิจิทัลเป็นอย่างดี เพราะนอกจากความสะดวกรวดเร็วแล้ว สิ่งหนึ่งที่ผู้ใช้บริการมองหาคงเป็นเรื่องของความคุ้มค่าที่ได้รับกลับมา ซึ่ง ME by TMB ให้ลูกค้าได้ทั้งความคุ้มค่าด้านเวลา ลูกค้าไม่ต้องเดินทางไปสาขา ด้านความปลอดภัยเพราะโอนออกไปยังชื่อคุณเท่านั้น และที่สำคัญ ME เป็นบัญชีเงินฝากดิจิทัลแห่งแรกและแห่งเดียวที่ให้ดอกเบี้ยสูงถึง 4 เท่าของอออมทรัพย์ทั่วไป ไม่กำหนดยอดเงินฝาก พร้อมทั้งไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมใดๆ เพราะลูกค้าสามารถทำธุรกรรมได้ด้วยตนเอง และการทำธุรกรรมด้วยตนเองนี่แหล่ะ ที่ธนาคารบริหารจัดการต้นทุนแล้วคืนกลับมาให้ในรูปแบบของอัตราดอกเบี้ยที่สูง ซึ่งเป็นผลประโยชน์กับผู้บริโภคอย่างเรา ๆ

 

เทคโนโลยีและนวัตกรรมยิ่งพัฒนาไปเร็วเท่าไร ยิ่งต้องหมั่นศึกษาหาความรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการเงินยิ่งต้องฉลาดและรู้เท่าทัน ยิ่งเรารู้เร็วปรับตัวเร็ว เราก็จะใช้ชีวิตได้ง่ายแบบไม่หลุดเทรนด์ดิจิทัล