Home / News & Event / ชาวเกาะ ทุ่ม150ล้านดึงหงษ์แดง ลุยตลาดน้ำมะพร้าวเพื่อสุขภาพ

ชาวเกาะ ทุ่ม150ล้านดึงหงษ์แดง ลุยตลาดน้ำมะพร้าวเพื่อสุขภาพ

หลังจากการเข้ามาของผู้บริหารGEN 2 ของเทพผดุงพรมะพร้าว ก็ทำให้ตลาดเครื่องแกงอย่างน้ำกะทิชาวเกาะกลับมาคึกครื้นและดูมีสันขึ้น โดยเฉพาะปี2559 นี้ที่เป็นเหมือนบทพิสูจน์ความสามารถของผู้บริหารรุ่นใหม่กับการนำพาธุรกิจครอบครัวให้ก้าวไปในระดับสากล

ย้อนไปตั้งแต่ต้นปี2559เรียกว่ามีการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ของเทพผดุงพร โดยเฉพาะการทุ่มงบประมาณในการประชาสัมพันธ์ รวมถึงการหันมาลุยตลาดในประเทศมากขึ้น

“เอกศักดิ์ เทพผดุงพร”ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เทพผดุงพรมะพร้าว จำกัด กล่าวว่า สินค้าที่ส่งตลาดแต่ละที่ จะออกแบบบรรจุภัณฑ์แตกต่างกันออกไป เช่น บรรจุภัณฑ์น้ำมะพร้าวจะออกแบบแตกต่างกันทั้งสี รูปแบบฉลาก รวมทั้งโลโก้มาตรฐานผลิตภัณฑ์ของแต่ละประเภท ดังนั้น บรรจุภัณฑ์ที่ส่งไปสหรัฐอเมริกา,ออสเตรเลีย และจีนจึงมีความแตกต่างกัน

นอกจากนี้ ตลาดผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อย ๆ อย่างช่วงก่อนสหรัฐอเมริกานิยมดื่มน้ำมะพร้าวแบบมีวุ้นมะพร้าวมากที่สุด แต่เมื่อเทรนด์สุขภาพมาแรง น้ำมะพร้าวล้วนกลับเป็นที่นิยมแบบล้นหลาม จนทำให้สินค้าเติบโต100%ในช่วงปีที่ผ่านมา เราจึงต้องมีการทำตลาดให้ตรงกับจังหวะเพื่อจับกระแสให้ทัน

ในส่วนของแม่พลอย จากเดิมดีไซน์แบบโอลด์แฟชั่นก็จะปรับลุกให้มีความสดใส สีสันดึงดูดมากขึ้น ฟีดแบ็กจากตลาดต่างประเทศพบว่ามีลูกค้าหันมาหยิบสินค้าจากเชลฟ์เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด คือเพิ่มขึ้นกว่า10%ตรงนี้สะท้อนให้เห็นว่าบรรจุภัณฑ์มีผลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคอย่างเห็นได้ชัด
ปั้นแบรนด์ผ่าน”หงส์”แดง

“เอกศักดิ์”เล่าให้ฟังถึงกลยุทธ์การปั้นแบรนด์ผ่านทีมหงส์แดงว่า ปีนี้ถือว่าบริษัทเทพผดุงพรฯทุ่มทุนการทำประชาสัมพันธ์และการตลาดสูงมาก โดยบริษัทเทพผดุงพรฯทุ่มงบประมาณกว่า150ล้านบาท ในการเซ็นสัญญาเพื่อเป็นออฟฟิเชียลพาร์ตเนอร์แก่สโมสรฟุตบอลชื่อดังอย่างลิเวอร์พูล แลกกับการมีรูปนักเตะดัง9คน บนบรรจุภัณฑ์น้ำมะพร้าว รวมทั้งมีแบนเนอร์โฆษณาบนเว็บไซต์ของสโมสร

“การเข้าไปเซ็นสัญญาครั้งนี้ เราต้องการที่จะให้ชื่อของแบรนด์ติดตัวสโมสรไปด้วย เพราะฐานแฟนบอลของลิเวอร์พูลมีอยู่ทั่วโลก สินค้าที่เป็นตัวชูโรงอย่างน้ำมะพร้าวยูเอชที เป็นเครื่องดื่มที่ให้พลังงาน มีคุณค่าทางโภชนาการ ซึ่งทางแบรนด์เองส่งสินค้าไปให้นักฟุตบอลทดลองดื่ม ก็ได้รับการรับรองจากนักโภชนาการของสโมสรเป็นอย่างดี เพราะเราต้องการเจาะกลุ่มลูกค้ารักสุขภาพ แม้กระทั่งช่วงที่สโมสรออนทัวร์ไปประเทศต่าง ๆ ก่อนเปิดฤดูกาล ก็สามารถนำสินค้าไปจัดชิมร่วมกับสโมสรได้อีกด้วย”

ปัจจุบันตลาดหลักของน้ำมะพร้าวคือ สหรัฐอเมริกา50%รองลงมาคือ ออสเตรเลีย20%ขณะที่อังกฤษและยุโรป รวมกัน20%และเอเชียอยู่ที่10%เท่านั้น เพราะฉะนั้น การที่เรานำสโมสรฟุตบอลที่อยู่ในใจคนทั่วโลกมาเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร จึงเชื่อว่านอกจากจะเพิ่มการรับรู้ของแบรนด์ชาวเกาะ ยังทำให้ขยายตลาดมากขึ้นด้วย เพราะระยะเวลา3ปีจากเซ็นสัญญา แบรนด์ชาวเกาะจะรุกตลาดมากขึ้น ทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ จนทำให้เชื่อว่ายอดขายในปีแรกน่าจะเติบโต5-10%

 

ดึง”แม่พลอย”กลับกรุง

ส่วนอีกแบรนด์ที่อยู่ภายใต้บริษัทเทพผดุงพรมะพร้าว คือ แบรนด์”แม่พลอย”ซึ่งเข้ามาในตลาดกว่า30ปี โดยเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์และสนับสนุนสินค้ากลุ่มน้ำกะทิอีกต่อหนึ่ง เนื่องจากกลุ่มลูกค้าต่างประเทศหาวัตถุดิบในการประกอบอาหารไทยยาก พวกเขาต้องการสินค้าประเภทเครื่องแกง,น้ำจิ้มเพื่อความสะดวก ช่วงแรกเราจึงเน้นผลิตสินค้ากลุ่มพริกแกงสำเร็จรูป เครื่องปรุงรสต่าง ๆ และน้ำจิ้ม โดยตลาดหลักกว่า90%เป็นตลาดต่างประเทศ แต่ปีนี้ทางแบรนด์หวังจะกลับมาทวงพื้นที่ตลาดภายในประเทศบ้าง เพราะยังมีสัดส่วนอยู่น้อยมาก
“เอกศักดิ์”ยอมรับว่าสินค้ากลุ่มเดียวกับแม่พลอยมีเจ้าตลาดอยู่ก่อนแล้ว แต่การดันแม่พลอยให้ติดท็อป5ก็ไม่น่าเกินความสามารถ เนื่องจากโรงงานมีระบบมาตรฐานต่าง ๆ ครบถ้วน

“สิ่งแรกที่แบรนด์จะเร่งทำคือ การทำการตลาดผ่านกลุ่มร้านค้าเทรดิชั่นนอลและโมเดิร์นเทรด รวมทั้งกลุ่มลูกค้าภัตตาคาร,ร้านอาหาร(Horeca)โดยแผนการตลาดช่วงแรกจะผ่านการโรดโชว์ ชงชิมไปยังตลาดสดทั่วประเทศ โดยจะเริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าหลักที่แท้จริง ทั้งกลุ่มแม่บ้านร้านค้า,ร้านอาหาร ส่วนกลุ่มแม่บ้านคนรุ่นใหม่จะประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางออนไลน์ หรืออาจจะดึงศิลปิน-ดารามาร่วมโปรโมต”

ดังจะเห็นว่าแบรนด์เดียวกัน แต่เจาะกลุ่มลูกค้าต่างกัน ฉะนั้น จึงต้องวางแผนการประชาสัมพันธ์แบบเฉพาะกลุ่ม ไม่ใช่หว่านแห ถึงจะทำให้แผนการตลาดประสบความสำเร็จ  B+