Home / Cover / สมรภูมิวิดีโอสตรีมมิ่งไทย… ร้อนฉ่า เมื่อ Viu ผนึก GMM 25 ท้าชนขาใหญ่

สมรภูมิวิดีโอสตรีมมิ่งไทย… ร้อนฉ่า เมื่อ Viu ผนึก GMM 25 ท้าชนขาใหญ่

นับเป็นความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของวงการวิดีโอสตรีมมิ่งไทยที่ต้องจับตามองกันให้ดี เมื่อยักษ์ผู้ให้บริการสตรีมมิ่งรายใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียอย่าง “Viu” ประกาศผนึกกำลังกับ “GMM Channel” รุกเสิร์ฟคอนเทนต์ไทยที่คัดสรรเป็นพิเศษจากช่อง GMM 25 ลงจอแบบเอ็กซ์คลูซีฟถึง 200 ชั่วโมง หวังขยายฐานผู้ชมสู้ศึกในตลาดวิดีโอสตรีมมิ่งเต็มสูบ พร้อมย้ำก้าวต่อไปจากนี้ของ Viu จะเดินหน้าลุยขยายฐานผู้ใช้งานให้เติบโตมากขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย

ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ถือได้ว่าเป็นปีทองของตลาด VDO แบบ On Demand หรือ OTTของไทย ซึ่งเป็นผลพวงมาจากตัวเลขการใช้งานโทรศัพท์มือถือและความเร็วของบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต รวมถึงพฤติกรรมการรับชมคอนเทนต์ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยหันมาเสพคอนเทนต์ในรูปแบบวิดีโอบนโลกออนไลน์ตามความชื่นชอบ ทำให้ภาพรวมตลาด OTT ในไทยมีการเติบโตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และส่งผลให้การแข่งขันของตลาดนี้ร้อนแรงขึ้นเช่นกัน

โดยในปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าผู้เล่นรายใหญ่ทยอยเปิดศึกในตลาดนี้กันอย่างคึกคัก เริ่มตั้งแต่ Nexflix, Line TV และ YouTube รวมถึงน้องใหม่อย่าง Viu ซึ่งเป็นผู้ให้บริการคอนเทนต์ที่อยู่ภายใต้การบริหารของ PCCW จากฮ่องกงที่เน้นความบันเทิงเอเชียเป็นหลัก

“เราวางตัวเองชัดเจนในการเป็น Asian Entertainment โดยเลือกเปิดตลาดด้วยซีรี่ส์เกาหลี และรายการวาไรตี้เกาหลี เพราะมองว่าเป็นคอนเทนต์ที่คนทั่วไปรู้จัก ทำให้สามารถเข้าถึงผู้ชมได้ทุกประเทศ ขณะที่โมเดลการหารายได้จะมี 2 แบบคือ ดูฟรีและแบบพรีเมี่ยมโดยเป็นสมาชิกรายเดือน”

 

 

เฮเลน ซาว รองประธานอาวุโส สายงานดิจิทัลมีเดีย บริษัท พีซีซีดับเบิลยู มีเดีย กรุ๊ป บอกถึงโพสิชั่นของ Viuที่แตกต่างจากคู่แข่งในตลาด และเป็นจุดที่ทำให้ Viu มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว แม้จะเข้ามาเปิดตลาดในไทยได้เพียง 1 ปี แต่ปัจจุบันมียอดดาวน์โหลดถึง 2.3 ล้านดาวน์โหลดแล้ว และมียอดผู้ชมเฉลี่ย 1.2-1.8 ชัวโมงต่อคนต่อวันทีเดียว

 

 

“เราค่อนข้างแข็งแกร่งในคอนเทนต์เอเชีย โดยปัจจุบันเรามีทั้งคอนเทนต์เกาหลี ญี่ปุ่น ฮ่องกง และ Viu Original ซึ่งเป็นคอนเทนต์ที่เราผลิตขึ้นเองเพื่อตอบโจทย์คนยุคมิลเลนเนียมที่ต้องการความแปลกใหม่ สเต็ปต่อไปเราจึงต้องการให้ผู้ชม Enjoy ไปกับคอนเทนต์ เพราะเชื่อว่าเมื่อผู้บริโภคมีความสุขกับคอนเทนต์ จะทำให้เราเติบโตอย่างยั่งยืน”

ธวัตวงศ์ ศิลมานนท์ กรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท พีซีซีดับเบิลยู โอทีที (ประเทศไทย) จำกัด บอกถึงก้าวต่อไปของ Viu ในการรุกตลาดวิดีโอสตรีมมิ่งในไทย ดังนั้น สิ่งสำคัญที่จะทำให้ Viu ไปถึงจุดนั้นได้ จึงต้องอาศัยการมี ‘คอนเทนต์’ ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภค ซึ่ง Viu เลือกที่จะใช้การจับมือพาร์ทเนอร์ที่อยู่ในประเทศนั้น ๆ โดยรูปแบบจะมีทั้งการดึงคอนเทนต์ที่มีอยู่ในจอมาสู่ Viu และการ Co-Production ร่วมกัน

โดยล่าสุดได้จับมือกับ Gmm25 เป็นพาร์ทเนอร์รายแรกในไทย โดยเป็นเอ็กซ์คลูซีฟรีรันหลังจากออกอากาศ 2 ชั่วโมง และจะไม่ไปออกในช่องทางอื่นใน 30 วัน เบื้องต้นมีคอนเทนต์รวมกันทั้งหมดราว 200 ชั่วโมง หรือคิดเป็นละครประมาณ10เรื่อง และซีรีส์ตลอดทั้งปี เช่น เลิฟ ซองส์ เลิฟ ซีรีส์, The Crime ทีมล่าจรชน และรายการ Club Friday Show เป็นต้น

 

 

สำหรับการจับมือกับ GMM 25ในครั้งนี้ ธวัตวงศ์ บอกว่า ไม่ได้วางเป้าหมายในเรื่องการเติบโต แต่คาดหวัง Engagement มากกว่า ซึ่งเขาเชื่อว่าการร่วมกับ GMM 25 จะช่วยให้ Viu สามารถสร้างฐานคนดูใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น จากเดิมที่ผู้ชมส่วนใหญ่ที่เข้ามาจะเสพคอนเทนต์จากเกาหลีเป็นหลัก แต่ต่อไปจะได้กลุ่มใหม่ที่ต้องการเสพคอนเทนต์ไทยเข้ามาเสริมมากขึ้น และอนาคตยังมีแผนที่จะนำคอนเทนต์ไทยขยายไปใน 15 ประเทศที่ Viu เปิดให้บริการด้วย

“การมีพาร์ทเนอร์ ไม่ไช่แค่ได้คอนเทนต์มา แล้วเราทำเองทุกอย่าง แต่ GMM 25 ช่วยแนะนำและเลือกคอนเทนต์ที่ตอบโจทย์คนดู จึงมั่นใจว่าจะทำให้เราก้าวไปถึงเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว”

 

ธวัตวงศ์ ย้ำด้วยว่า ถึงจะมีผู้เล่นในตลาดจำนวนมาก และ Viuจะเป็นน้องใหม่ที่เพิ่งเข้าสู่ตลาด แต่ความท้าทายของViuไม่ได้อยู่ที่การแข่งขันกับ Big Brand แต่สิ่งสำคัญอยู่ที่เว็บเถื่อนที่ชอบเอาคอนเทนต์ไปลงต่อมากกว่า เพราะการผลิตคนเทนต์ใช้เงินมาหาศาล ถ้าโดนนำไปหาผลประโยชน์ฟรี เจ้าของคอนเทนนต์ย่อนเสียหายอย่างมาก รวมถึงการมี Business Model ที่จะตอบโจทย์การเข้าให้ถึงผู้ชมทุกกลุ่มด้วย

ส่วน บุษบา ดาวเรือง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) บอกถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า จะช่วยทำให้ GMM 25 ขยายฐานกลุ่มเป้าหมายกว้างขึ้นจากเดิมที่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ในเมือง ขณะเดียวกันยังต่อยอดให้คอนเทนต์ของ GMM 25ไปสู่ผู้ชมทั่วโลกได้มากขึ้นด้วย

นับได้ว่าเป็นความร่วมมือที่ Win-Win ทั้งสองฝ่าย แต่มากไปกว่านั้นแล้ว นี่คือจุดเริ่มต้นของการแข่งขันที่จะร้อนระอุยิ่งขึ้นในสังเวียน OTT แน่ !! บรรดาคู่แข่งในตลาดเตรียมรับมือรอได้เลย